ภาพรวมตลาดยาฉีดและผลิตภัณฑ์ชีววัตถุ (Biologics) ทั่วโลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่กำลังพลิกโฉมจากเดิมที่เน้นตลาดยาสามัญ (Generic Drug) ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ระดับล่างและมีมูลค่าต่ำ ไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในกลุ่มยาที่เป็นนวัตกรรมขั้นสูง ยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilars) และยากลุ่ม GLP-1 สำหรับรักษาโรคเบาหวานและลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่มีมูลค่าสูงและมีโครงสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อนอย่างมาก
มหา กูรูสวามี รองประธานและกรรมการผู้จัดการ สายงานพาณิชย์ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดผลิตภัณฑ์ยาฉีดทั่วโลกให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มาจากพฤติกรรมของผู้ป่วยที่เปลี่ยนผ่านจากการรับการรักษาในโรงพยาบาล ไปสู่แนวโน้มความต้องการดูแลรักษาตัวเองที่บ้าน (Home Care) ผู้ป่วยต้องการฉีดยาด้วยตัวเองตามความสะดวก เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคจากไลฟ์สไตล์อย่างโรคอ้วน ส่งผลให้อุปกรณ์นำส่งยาเปลี่ยนจากโซลูชันที่เรียบง่ายไปสู่ผลิตภัณฑ์แบบผสมผสาน (Combination products) ปากกาฉีดยา (Pen injector) และเครื่องฉีดอัตโนมัติ (Auto-injector) รวมถึงมีความต้องการส่งมอบยาในปริมาณที่มากขึ้น จากเดิม 1-2 มิลลิลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 10-20 มิลลิลิตร
นอกจากนี้ ตลาดยาฉีดยังได้รับแรงผลักดันจากข้อกำหนดด้านกฎระเบียบสากลที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น เกณฑ์ Annex 1 ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ระบบการควบคุมคุณภาพ คุณภาพการผลิต มาตรฐานห่วงโซ่อุปทาน โลจิสติกส์ และระบบลูกโซ่ความเย็น (Cold chain) ในอุตสาหกรรมยาทั้งหมดจำเป็นต้องยกระดับตัวเองขึ้นเพื่อตอบสนองเกณฑ์ดังกล่าว
ในส่วนของรูปแบบโรคและการพัฒนายาใหม่ในตลาด ปัจจุบันถูกขับเคลื่อนโดยความต้องการของผู้ป่วยและโรคหายาก โดยพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของยาชีวภาพขั้นสูงที่กำลังพัฒนาในอุตสาหกรรมยาในปัจจุบันคือ ยาในกลุ่มโรคมะเร็ง (Cancer Oncology) อันดับสองประมาณ 20% มาจากกลุ่มโรคติดเชื้อ (Infectious diseases) และอันดับสามคือโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท (Nervous system related diseases)
หนึ่งในไฮไลต์ที่น่าสนใจและเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเชิงบวกให้กับอุตสาหกรรมยาในไทยคือ ตลาดยาเพื่อความสวยความงามและความงามทางสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) ซึ่งกำลังเป็นกระแสความนิยมที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั่วโลก โดยมีภูมิภาคเอเชียเป็นผู้นำตลาดระดับโลก นำโดยประเทศเกาหลีใต้ จีน รวมถึงประเทศไทย ที่พบว่าผู้ประกอบการและบริษัทยาจำนวนมากกำลังมองหาโอกาสและเดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ
ในอดีต ยาในกลุ่มความงามและยาลดน้ำหนัก เช่น ยากลุ่ม GLP-1 รวมถึงเวชภัณฑ์ประเภทโบท็อกซ์ (Botox) มักจะมีราคาที่สูงมากจนจำกัดการเข้าถึง แต่สถานการณ์ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปเนื่องจากการหมดอายุของสิทธิบัตรยากลุ่ม GLP-1 สำหรับผลิตภัณฑ์ Semaglutide ส่งผลให้ยาในเวอร์ชันยาสามัญ (Generic) สามารถผลิตและจัดจำหน่ายได้ในราคาที่ต่ำลงและจับต้องได้ง่ายขึ้นมาก ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ให้กับผู้คนจำนวนมากขึ้นในประเทศแถบเอเชีย รวมถึงอินเดียและประเทศไทย
มหา กูรูสวามี มองว่า กระแสการเติบโตนี้ทำให้ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากเดิมที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Healthcare Tourism Hub) ไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ขั้นสูง โดยได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาลไทยและมีบริษัทท้องถิ่นเข้ามาจัดแสดงนวัตกรรมและโซลูชันจำนวนมากเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

‘เวสต์ ฟาร์มาซูติคอล’ ส่งนวัตกรรม ‘West Synchrony PFS’ ปักหมุดตลาดไทย
จากการเติบโตของตลาดในภูมิภาคอาเซียน เวสต์ ฟาร์มาซูติคอล เซอร์วิสเซส (West Pharmaceutical Services) ผู้เชี่ยวชาญด้านโซลูชันการบรรจุและการนำส่งยา พร้อมเครือข่ายโรงงานผลิต 26 แห่งทั่วโลก ได้เดินหน้ารุกตลาดประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ผ่านกลยุทธ์ “Local for Local” เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในเอเชียจากโรงงานในเอเชีย โดยชูนวัตกรรมไฮไลต์ล่าสุดระบบ West Synchrony PFS หรือระบบกระบอกฉีดยาพร้อมใช้ขั้นสูง
ระบบ West Synchrony PFS ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบของระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานรวมส่วนประกอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวเข็ม หลอดแก้ว ลูกสูบ และจุกยางซีล เข้าไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว (Integration) แตกต่างจาก PFS ทั่วไปในท้องตลาดที่ผู้ผลิตยาต้องจัดหาชิ้นส่วนแยกจากซัพพลายเออร์หลายราย ซึ่งทำให้เผชิญความเจ็บปวดจากข้อกำหนดทางเทคนิค (Specification) ที่แตกต่างกัน ปริมาณการสั่งซื้อขั้นต่ำ (MOQ) และระยะเวลาจัดส่ง (Lead Time) ที่ควบคุมไม่ได้ โดย เวสต์ เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเพียงรายเดียว (Sole Supplier) ที่บริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ กำหนด MOQ และ Lead Time เดียวกันทั้งชุด ช่วยให้ค่ายยาบริหารคลังสินค้าและห่วงโซ่อุปทานได้อย่างแม่นยำ
นอกจากนี้ ระบบ West Synchrony PFS ยังมาพร้อมชุดข้อมูลการตรวจสอบที่ครอบคลุมและระบบเอกสารทางกฎหมายสากลภายใต้มาตรฐาน ISO และ COA ช่วยลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพ (QC) ของบริษัทยา ทำให้ค่ายยาสามารถคัดลอกและวางข้อมูลเพื่อยื่นขออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และจีน ได้ทันที ช่วยร่นระยะเวลาการนำยาที่ซับซ้อนเข้าสู่ตลาดได้เร็วกว่ากำหนด จากเดิมที่อาจต้องใช้เวลานานถึง 10-12 ปี
เวสต์ ยังร่วมมือกับพันธมิตรเครื่องจักรบรรจุและปิดผนึกชั้นนำ และผู้ผลิตอุปกรณ์ความปลอดภัย รวมถึงบริษัทเครื่องฉีดอัตโนมัติ เพื่อสร้างความเข้ากันได้ของระบบอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งนี้ เพื่อตอบรับรูปแบบของโรคในปัจจุบันที่ยากำลังพัฒนาไปทางโรคมะเร็ง (Oncology) มากกว่าครึ่งหนึ่งของตลาด ตามด้วยโรคติดเชื้อ และโรคระบบประสาท ตลอดจนการหมดอายุของสิทธิบัตรยากลุ่ม GLP-1 ในบางประเทศรวมถึงไทย ส่งผลให้เวอร์ชันยาสามัญมีราคาจับต้องได้ง่ายขึ้นและมีความต้องการกระบอกฉีดพุ่งสูงขึ้น
นอกจากนี้ ในแง่ของธรรมาภิบาลและความยั่งยืน เวสต์ ได้ออกแบบและคัดสรรวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) และกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ (Reusable) เพื่อลดปัญหาขยะชีวภาพจากการใช้แล้วทิ้ง
ปัจจุบัน เวสต์ ฟาร์มาซูติคอล ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์นี้อย่างเป็นทางการและพร้อมจำหน่ายแล้วในตลาดประเทศไทย ทั้งรูปแบบผลิตเพื่อสต็อก (Made to Stock) และผลิตตามสั่ง (Made to Order) โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรทางการค้าในท้องถิ่น (Commercial Partner) เพื่อส่งมอบบรรจุภัณฑ์และการนำส่งยาที่รักษาประสิทธิภาพของเนื้อยาได้สูงสุดจนถึงมือผู้ป่วยชาวไทย



