ในยุคที่บริบทโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงในเร็ววันนี้ ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิตและกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก ทว่าในมุมมองของ คุณบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ผู้นำทางธุรกิจรายใหญ่ของประเทศไทย กลับมองเห็นทั้ง “วิกฤตที่ต้องเร่งปรับตัว” และ “โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจในปีนี้
ถอดนิยามเศรษฐกิจไทย: จาก “สามล้อเครื่อง” สู่ “สามล้อไร้เครื่องยนต์” ที่ต้องใช้แรงเข็น
ประเด็นที่น่าสะท้อนใจและกลายเป็นภาพจำสัญลักษณ์ของการประเมินสถานะเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คือการเปรียบเปรยอย่างตรงไปตรงมาของคุณบุณยสิทธิ์ โดยระบุว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันย่ำแย่ลงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างเห็นได้ชัด >
“ปีที่แล้ว ผมเคยเปรียบเศรษฐกิจไทยเหมือนรถสามล้อเครื่อง (ตุ๊กตุ๊ก) แม้จะกระท่อนกระแท่นแต่ก็ยังมีเครื่องยนต์คอยขับเคลื่อนให้วิ่งไปข้างหน้าได้ แต่มาถึงปีนี้ เครื่องยนต์นั้นได้ดับลงไปแล้ว เศรษฐกิจไทยเวลานี้จึงไม่ต่างอะไรกับ ‘รถสามล้อไร้เครื่องยนต์’ หรือ ‘รถซาเล้ง’ ที่ไม่มีพลังขับเคลื่อนตัวเองอีกต่อไป และต้องอาศัยแรงคนคอยถีบคอยผลักดันให้เดินหน้าไปทีละนิด”
นิยามดังกล่าวสะท้อนถึงภาวะกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศที่กำลังอ่อนแรงลงอย่างหนัก ซึ่งถือเป็น “ความท้าทายครั้งสำคัญที่สุดของผู้ประกอบการ“ ที่จะไม่สามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่จำเป็นต้องอึด อดทน และปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ขนานใหญ่เพื่อพยุงธุรกิจให้รอดพ้นจากมรสุมลูกใหญ่ในปีนี้ให้ได้ก่อนเป็นอันดับแรก
วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก: เหรียญสองด้านของเศรษฐกิจไทย
คุณบุณยสิทธิ์ ประเมินว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะเผชิญความไม่แน่นอนสูงจากภาวะสงคราม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากมองกลับมาที่ประเทศไทย ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ ไทยยังคงมีข้อได้เปรียบในฐานะประเทศที่มีความเป็นกลางและไม่มีความขัดแย้งโดยตรงกับใคร
“ทั่วโลกยังมองมาที่เอเชียว่าจะเป็นภูมิภาคที่พัฒนาได้เร็วขึ้น สำหรับเมืองไทย แม้เศรษฐกิจจะมีปัญหา แต่ภาพรวมเรายังดีกว่าหลายประเทศ และนี่อาจเป็นโอกาสสำคัญหากเราสามารถดึงดูดการลงทุนเข้ามาได้”
ตลาดหุ้นสะท้อนความเชื่อมั่น ดัชนีชี้วัดผลงานรัฐบาล
เมื่อถามถึงการประเมินผลงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันหลังบริหารงานมาได้ระยะหนึ่ง คุณบุณยสิทธิ์ ให้คะแนนในระดับ “6 คะแนนเต็ม 10″ (หรือ 60% ขึ้นไป) โดยชี้ให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติต่อรัฐบาลชุดนี้สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านตลาดทุน
หากเปรียบเทียบกับรัฐบาลชุดก่อนหน้า ที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ เคยปรับตัวลดลงไปค่อนข้างมาก แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวและปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่าต่างชาติเริ่มกลับมามองประเทศไทยในทิศทางบวกมากขึ้น
พลิกโมเดลกระตุ้นเศรษฐกิจ: จาก “ระยะสั้น” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน”
เพื่อช่วยผลักดัน “รถสามล้อที่ไร้เครื่องยนต์” คันนี้ให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น ประธานเครือสหพัฒน์ ได้ฝากข้อเสนอแนะที่สำคัญถึงรัฐบาล โดยเน้นย้ำเรื่อง “ความกล้าตัดสินใจ“ ในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมระบุว่า สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดอยู่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่เพียงพอ
คุณบุณยสิทธิ์ เปรียบเทียบภาพในอดีตว่า หากย้อนไปนับสิบปีก่อน ถ้าไทยไม่มีการตัดสินใจสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ หรือทางด่วนสายสำคัญ ปัจจุบันกรุงเทพฯ คงเผชิญกับภาวะวิกฤตด้านการคมนาคมไปแล้ว ดังนั้น รัฐบาลชุดนี้จึงไม่ควรเน้นเพียงนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อระยะสั้น (เช่น โครงการแจกเงินหรือกระตุ้นการบริโภคชั่วคราว) แต่ต้องมองข้ามช็อตไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า
เร่ง Mega Project: สนับสนุนให้เดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง และยกระดับแนวคิดโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ให้ขยายขอบเขตเชื่อมโยงภาคตะวันออกและภาคใต้ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
กระตุ้นการจ้างงาน: การลงทุนระดับล้านล้านบาทในโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นกลไกหลักในการเกิดวงจรทางเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน และกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างยั่งยืน
ความโปร่งใส: ย้ำว่าทุกโครงการต้องดำเนินไปอย่าง “สะอาดและโปร่งใส” จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
ถอดบทเรียน “เงินเฟ้อ-ค่าเงินบาท” และทิศทางต้นทุนสินค้า
ต่อข้อกังวลเรื่อง “สึนามิต้นทุน” ที่ส่งผลให้หลายธุรกิจมีกำไรลดลง คุณบุณยสิทธิ์ มองว่าวิกฤตต้นทุนและเงินเฟ้อเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเงินเฟ้อในระดับอ่อนๆ ถือเป็นเรื่องปกติที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เครือสหพัฒน์ให้ความสำคัญคือ “การปรับตัวและตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุด“ สำหรับทิศทางค่าเงินบาท คุณบุณยสิทธิ์ เสนอแนะมุมมองที่น่าสนใจว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและภาคเกษตรกรรม เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม
“หากค่าเงินบาทปรับตัวอยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่น ประมาณ 35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก ส่งผลดีต่อภาคการผลิต และช่วยลดหนี้ครัวเรือนได้ในระยะยาว”
เทคโนโลยีและ AI: อาวุธลับขับเคลื่อน “สหพัฒน์แฟร์” ยุคใหม่
สำหรับทิศทางของเครือสหพัฒน์ในปีนี้ คุณบุณยสิทธิ์ ยอมรับว่าอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกทำให้การเติบโตบางส่วนชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่มีการกระจายความเสี่ยง (Diversified) ทำให้ธุรกิจที่เติบโต เช่น กลุ่มสินค้าแฟชั่นและไอที สามารถเข้ามาทดแทนส่วนที่ลดลงได้
ในส่วนของ งานสหพัฒน์แฟร์ (Saha Group Fair) ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 30 เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน คุณบุณยสิทธิ์ เผยว่าโมเดลของงานได้เปลี่ยนผ่านจากอดีตที่เน้นการลดราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว สู่การเป็นแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นการนำเสนอ Digital Transformation ปัจจุบัน เครือสหพัฒน์ได้ร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก (เช่น AWS) รวมถึงบริษัทจากจีนและญี่ปุ่น เพื่อนำเทคโนโลยี AI, E-commerce และระบบดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ในทุกกระบวนการธุรกิจ ซึ่งเป้าหมายของ AI ไม่ใช่การนำมาทดแทนแรงงานคน แต่เป็นการ “เพิ่มศักยภาพและติดอาวุธให้พนักงานทำงานได้เร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น“ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดรองรับอนาคตเศรษฐกิจยุคใหม่และก้าวข้ามความท้าทายของเศรษฐกิจปีนี้ไปให้ได้อย่างมั่นคง
งานสหกรุ๊ปแฟร์&เฟส จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-28 มิถุนายนนี้ ที่ไบเทค บางนา







