แม้จะยังเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทำเงิน แต่ประกันรถยนต์ก็มีความท้าทายใหม่ 4 สิ่งที่ทำให้ธุรกิจที่อยู่ในสายนี้และผู้บริโภคทั่วไปต้องตระหนัก เพราะผลกระทบมันรุนแรงเหลือเกิน ชนิดที่เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
เรื่องแรก การบังคับระบุผู้ขับขี่ จากเดิมในสัญญาของประกันฯทั่วไป คนซื้อประกันไม่ต้องระบุผู้ขับขี่ เรียกว่าเอาตามรถเป็นหลัก ประวัติของรถไม่ว่าจะชนมากชนน้อย ไม่เกี่ยวกับคนขับ ดังนั้นก็จะเกิดเหตุที่ว่า เมื่อรถคันนั้นๆ เคลมเยอะ ประวัติไม่ดี เจ้าของรถก็จะย้ายค่ายประกันใหม่ เพื่อให้เบี้ยประกันไม่ถูกเก็บเพิ่มเมื่อทำประกันกับบริษัทเก่า วนกันไปอย่างนั้น
การบังคับระบุผู้ขับขี่ได้เริ่มตั้งแต่ปี 2567 โดยให้เริ่มจากการซื้อประกันภัยของรถอีวีก่อน จนมาปี 2568 เริ่มบังคับกับรถยนต์ป้ายแดงทั้งหมด หรือก็คือรถใหม่ทุกคันถ้าจะซื้อประกันภัยต้องระบุชื่อผู้ขับขี่นั่นเอง ซึ่งจะนำไปสู่การบังคับรถยนต์ทุกคันในปี 2569 ต่อไป ดังนั้นครบปีหน้ารถยนต์ในเมืองไทยทั้งหมดจะต้องระบุคนขับขี่
กฎระเบียบตัวนี้จะก่อให้เกิด “เครดิตบูโรด้านการขับขี่” ขึ้นมา ประวัติการขับขี่ของทุกคนที่ถูกระบุจะถูกเก็บเป็นประวัติส่วนบุคคล ไม่ว่าจะขับขี่รถยนต์คันไหน ไม่ว่าจะย้ายประกันไปค่ายไหน ประวัติการขับขี่จะติดตัวไปตลอดชีวิต และข้อมูลนี้จะเข้าไปอยู่ในฐานข้อมูลกลางให้บริษัทประกันทุกแห่ง ตรวจสอบ ประเมิน และตั้งราคาประกันที่เหมาะสมได้ หากขับดี ไม่มีประวัติเสีย เบี้ยประกันจะถูกลงอย่างมาก จากเดิมที่เคยได้ส่วนลดสูงสุด 50% อาจเปลี่ยนเป็นส่วนลดพื้นฐาน 40% พร้อมส่วนลดพิเศษ (On-top) เพิ่มอีก 40% ทำให้โดยรวมแล้วได้รับส่วนลดที่มากกว่าเดิม ในทางกลับกัน หากขับรถแย่ ชนบ่อย หรือเคลมบ่อย ค่าเบี้ยประกันก็จะแพงกว่าคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
เหตุการณ์นี้จะเปลี่ยนหน้าอุตสาหกรรมประกันภัยใหม่ นั่นคือประกันภัยแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Insurance) จะถูกปรับปรุงยกใหญ่ และจะถูกนำมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อขายแก่ผู้เอาประกันมากขึ้น ระบบประกันแบบเหมารวม ที่กำหนดประกันเพิ่มตามยี่ห้อรถยนต์ รุ่น ปี จะลดน้อยลงจากเมื่อก่อน แล้วเปลี่ยนมาเป็นการคำนวณเบี้ยตามประวัติของผู้ขับขี่ มีตัวอย่างโมเดลที่บริษัทประกันทำออกมาคร่าวๆ แล้ว อย่างเช่น ถ้าผู้ขับเป็นเพศหญิง แต่งงานแล้ว ใช้รถน้อยมาก อายุประมาณ 40 ปี ค่าเบี้ยประกันจะอยู่ที่ 8,185 บาท แต่ถ้าเป็นเพศชาย ยังไม่แต่งงาน ใช้รถมาก อายุ 25 ปี ค่าเบี้ยประกันจะทะยานไปที่ 17,427 บาท เห็นแล้วจะตระหนักว่ามันแตกต่างกันเป็นเท่าตัว
ระบบประกันภัยที่กำลังถูกหยิบยกมาวิเคราะห์กันตอนนี้คือ ตัวอย่างของประกันรถยนต์เทสลา ที่ปรับมาเป็นแบบรายเดือน ซึ่งว่ากันว่ามันทำให้การคิดเบี้ยประกันแบบ real time ให้ความถูกต้อง แม่นยำ มากขึ้น แต่ทั้งหมดนี้การแข่งขันของธุรกิจประกันภัยรถยนต์จะเปลี่ยนไป นั่นคือ ระบบสงครามราคาจะหมดไป แต่จะมุ่งสู่การแข่งขันทางด้านบริการที่ดีขึ้นแทน
ปัจจัยประการที่สอง คงหนีไม่พ้นการเข้ามาของรถยนต์อีวีเต็มตัวในประเทศไทย คำถามคือ ในขณะนี้ราคาประกันภัยรถอีวีราคานิ่งหรือยัง ราคาประกันรถอีวีแพงกว่ารถน้ำมันหรือไม่ คำตอบตอนนี้คือ ในรุ่นรถยนต์ซิตี้คาร์ พบว่าราคาประกัยภัยรถอีวียังแพงกว่ารถน้ำมันประมาณ 16% ส่วนกลุ่ม SUV พบว่าประกันรถอีวีแพงกว่ารถน้ำมันอยู่ราว 30% และในรุ่นที่สูงกว่านั้น ถ้าเป็นประกันรถอีวียิ่งแพงกว่าน้ำมันไปอีกถึง 48%
ถามว่าแนวโน้มราคาประกันรถอีวีเป็นอย่างไร ก็ลองดูรถยอดนิยมอย่าง BYD ATTO3 ปี 2022 ที่เพิ่งเข้ามาใหม่อยู่ที่ 42,700 บาท พอปี 2023 ที่รถเริ่มเข้ามามากขึ้น บริษัทประกันไม่อยากพลาดกลุ่มนี้ก็ลดราคาลงมาเหลือ 34,000 บาท แต่พอแข่งหนักในครึ่งปีหลัง 2023 ก็ตกลงมาถึง 22,500 เลยทีเดียว แต่ก็เริ่มไต่เป็น 24,000 ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 และไต่ขึ้นอีกเป็น 28,000 ในครึ่งปีหลัง จนครึ่งปีแรกของปีนี้ (2025) ราคาประกันก็ไต่ขึ้นไปถึง 30,000 บาท
ปัจจัยราคารถอีวีนั้นยังคงผันผวน ตามอัตราการเคลม ราคาอะไหล่ และค่าแรงการจัดซ่อม เพราะอย่างที่รู้กันตลาดอีวี สวิงไปมา อะไหล่ยังมีราคาแพง หายาก การคิดราคายังสูง อีกทั้งปรากฎการณ์สงครามราคาในช่วงแรกไม่มีอีกต่อไปแล้ว เมื่อบวกกับปัจจัยอีวีจากจีนอย่าง การลดราคาของ BYD และความไม่แน่นอนของ NETA รวมถึงการซ่อมรถอีวีจากอู่ทำได้ยาก ก็ทำให้โอกาสที่ราคาประกันจะไต่สูงขึ้นอีกก็เป็นไปได้
ปัจจัยประการที่สามคือ การขายประกันภัยรถยนต์แบบออนไลน์ มีการสำรวจกันแล้วว่า ถ้าซื้อประกันภัยผ่านตัวแทนปกติที่ราคา 28,000 บาท ประกันแบบนี้เมื่อซื้อออนไลน์ราคาจะตกลงมาที่ 23,400 บาท หรือราคาถูกลง 17.6% หรือประมาณ 5,000 บาท ซึ่งราคานี้คือมาร์จิ้น หรือสัดส่วนกำไรที่บริษัทประกันภัยควรจะได้ นั่นคือมีความพยายามตัดราคาลงมาสุดๆ เพื่อให้คนหันมาซื้อแบบออนไลน์ และเลิกซื้อผ่านตัวแทน
ตัวเลขนี้ดูดีทีเดียว แต่ปรากฎว่า ลูกค้าเลือกซื้อประกันแบบออนไลน์เพียง 10% เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ขั้นตอนการซื้อผ่านออนไลน์นั้นยุ่งยากมาก คนซื้อต้องกรอกข้อมูลมากมาย และต้องเข้าใจศัพท์แสงของวงการประกันพอสมควร ทำให้คนยังไม่นิยม แต่เมื่อขั้นตอนความยุ่งยากลดลง การซื้อผ่านออนไลน์ก็เป็นเส้นทางที่เลี่ยงไม่ได้ คำถามก็คือ พนักงานขายประกันที่มีอยู่จำนวนมากที่เป็นตัวแทนประกันภัย 21,625 คน และนายหน้าประกันวินาศภัย 165,014 คน จะไปยังไงต่อ
ปัจจัยที่สี่คือ ประกันภัยรถยนต์แบบซ่อมศูนย์จะลดลงอย่างฮวบฮาบ จากที่เมื่อก่อนได้รับความนิยม เพราะการซ่อมศูนย์เน้นเปลี่ยนไม่เน้นซ่อม เพื่อทำให้อะไหล่ในเครืออู่นั้นหมุนเร็ว และอัดโปรโมชั่นเคลมสีรอบคันฟรี ซึ่งการประกันระบบนี้ศูนย์จะได้กำไร แต่บริษัทประกันจะขาดทุน ดังนั้นบริษัทประกันก็จะหันมาใช้วิธีเพิ่มราคาเบี้ยประกันกับผู้ใช้ ตอนนี้ค่าเบี้ยประกันศูนย์ก็พุ่งไม่หยุดจนถึงผู้ซื้อประกันรับไม่ได้ ก็จะหยุดซื้อประกันศูนย์ ส่งผลให้อู่ต่างๆไม่มีรายได้ นี่เรียกว่าการฆ่าตัวตายทางอ้อม
รายละเอียดยังมีมากกว่านี้ ใครสนใจก็ไปงาน Insure X Forum 2025 วันที่ 25 มิถุนายนนี้ จัดโดย Priceza Money งานนี้คงมีปรากฎการณ์ในงการประกันภัยใหม่ให้ได้เห็นอีกมากมาย
Biztalk Inside : สมชาย งามวรรณกุล






