ดัชมิลล์ได้ออกมาแถลงข่าวจับมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “Fresh From Farm” นมสดจากโค 100% เวอร์ชันพิเศษ สร้างความสงสัยว่าที่ผ่านมาดัชมิลล์ไม่ได้ซื้อนมสดจากสหกรณ์การเกษตรอยู่แล้วหรือ เบื้องหน้าเบื้องหลังของความเคลื่อนไหวนี้คืออะไรกันแน่
ก่อนที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ คงต้องย้อนกลับไปดูสภาพของเกษตรกรฟาร์มโคนมของไทยกันก่อน มีสองประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ หนึ่ง ตลาดโคนมสดของไทยกำลังอยู่ในช่วง Over-supply หรือนมสดล้นตลาด จนเกิดภาพซ้ำซ้อนที่เกษตรกรต้องเทนมสดทิ้งบนท้องถนนอีกครั้ง สภาพอุปทานส่วนเกินในช่วงนี้ไม่ได้เป็นสภาพถาวร แต่เป็นแบบเป็นๆ หายๆ ตัวเลขที่แน่นอนอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและมาตรการของภาครัฐ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุด โดยเฉพาะช่วงปี 2567-2568 สถานการณ์สำคัญมีดังนี้คือ สถานการณ์ที่บ่งชี้ว่ามี Over-supply ชัดเจน นั่นคือ การซื้อนมค้างสต็อก โดยเมื่อเร็วๆ นี้ (มีรายงานถึงเดือนกันยายน 2568) คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหานมค้างสต็อก โดยนำไปจัดซื้อ “นมกล่องค้างสต็อก” ซึ่งส่วนใหญ่อาจเป็นนมโรงเรียน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการ การที่รัฐบาลต้องเข้าซื้อนมค้างสต็อก แสดงให้เห็นว่าปริมาณนมที่ผลิตออกมานั้นเกินกว่าความต้องการของตลาดปกติ รวมถึงโครงการนมโรงเรียนตามโควตาเดิม จึงเกิดเป็นสินค้าล้นสต็อก
ด้านตัวเลขการผลิตกับการบริโภค ในภาพรวมพบว่าปริมาณการผลิตน้ำนมดิบรวมของไทยอยู่ที่ประมาณ 1.07 – 1.09 ล้านตันต่อปี (ตัวเลขปี 2567-2568) และการใช้น้ำนมดิบเกือบทั้งหมดที่ผลิตในประเทศจะถูกนำไปใช้ในการผลิต นมพร้อมดื่ม (RTD) และ นมโรงเรียน ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 30% ของผลผลิตทั้งหมด
ปัญหา Over-supply มักจะไม่ได้เกิดจากการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะปริมาณโคนมเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่เกิดจากปัจจัยสำคัญสามประการ:
- ปัญหาด้านการตลาดและการแปรรูป: ปัญหานมค้างสต็อกและการจัดการโควตานมโรงเรียนที่ไม่ลงตัว ทำให้เกิดภาวะที่ผู้ประกอบการไม่สามารถรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรได้ตามปกติ ส่งผลให้เกิด น้ำนมดิบทิ้ง (Discarded Raw Milk) หรือ นมกล่องล้นสต็อก
- ต้นทุนการผลิตสูง: แม้จะมีน้ำนมดิบล้นตลาด แต่เกษตรกรหลายรายก็ยังต้องเลิกกิจการเพราะต้นทุนอาหารสัตว์สูงและปัญหาสุขภาพโค ทำให้เกิดความผันผวนในระบบอุปทาน
- การเปิดเสรี: ในปี 2568 อุตสาหกรรมโคนมไทยกำลังเผชิญกับคู่แข่งจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี ซึ่งอาจเพิ่มความกดดันให้กับนมสดในประเทศ
ความเข้าใจอันดับสองคือ การรับซื้อนมโคสดจากเกษตรกรของแบรนด์ต่างๆ ในเมืองไทยนั้น รับซื้อตามโควตาที่มี MOU กำหนดไว้ แต่ละแบรนด์จะเข้าไปควบคุมคุณภาพนมจากฟาร์มที่เลือกไว้ และมีการรับซื้อในปริมาณที่แน่นอน ส่วนที่นอกเหนือ MOU แบรนด์ต่างๆ จะไม่รับผิดชอบ ดังนั้นถ้าเหลียวไปมองข้อมูลด้านบนจะเห็นว่าอาจมีบางโครงการที่มีความผันผวน เช่น กรณีนมโรงเรียน หากผลิตไม่ได้ ก็จะไม่มีแบรนด์ปกติไปรับซื้อเพราะไม่ได้อยู่ใน MOU สรุปได้ว่า นมสดมีสองส่วนคือนมที่อยู่ใน MOU และนมนอก MOU นมที่มีปัญหาในขณะนี้ส่วนใหญ่คือ นมนอก MOU นั่นเอง
ถามว่าแบรนด์ต่างๆ จะกระโดดเข้าไปรับซื้อได้หรือไม่ อันนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่ง แต่กำแพงที่ต้องฝ่าไปให้ได้ก่อนคือ นมที่อยู่ใน MOU ของแต่ละแบรนด์ต้องผ่านการผลิตตามมาตรฐานของแบรนด์นั้นๆ เพื่อไม่ให้สินค้าเกิดปัญหาจนลุกลามมาถึงชื่อเสียงของแบรนด์ ดังนั้นด่านแรกที่ต้องทำคือนมนอก MOU ต้องทำข้อตกลงกับแบรนด์และผ่านมาตรฐานนั้นให้ได้

ดังนั้น Fresh From Farm ของดัชมิลล์จึงมีเบื้องหน้าเบื้องหลังตามมา นั่นคือ นมล็อตนี้คือนมนอก MOU โดยปกติของดัชมิลล์ ที่ไปดีลกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ คัดเลือกนมจากฟาร์มที่ทำให้กำลังผลิตล้นตลาดอยู่ในขณะนี้ นำมาเข้าระบบสร้างมาตรฐานการผลิตของตนเอง เป็นการนำสินค้าล้นตลาดกลับเข้ามาในตลาด แต่ข้อจำกัดก็คือ ขอรับนมนอก MOU ในช่วงระยะเวลาสามเดือนนี้ ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น? อย่าลืมว่าการล้นตลาดของนมสดนั้นไม่ได้คงอยู่ถาวร แต่เป็นไปตามสถานการณ์และฤดูกาล เช่น ถ้ารัฐกลับมาทำโครงการนมโรงเรียนเพิ่มขึ้น แบรนด์จะไม่มีนมนอก MOU เหลือพอให้ผลิต ดังนั้น Fresh From Farm จึงเป็นนม “Selected” ของดัชมิลล์ที่อาจมาหรือหายไปตามช่วงเวลา
นม Fresh From Farm ของดัชมิลล์ล็อตนี้วางตำแหน่งทางการตลาดที่ เป็นสินค้าราคาต่ำกว่านมสดทั่วไป โดยพยายามจะตั้งราคาให้ต่ำกว่าประมาณ 10% ก็เหมือนกับเป็นนมโปรโมชัน ที่มีคุณภาพเท่าเดิมแต่ราคาลดลง เพื่อหวังให้ผู้บริโภคยอมรับตัวสินค้า และแก้ปัญหา Over-supply ไปพร้อมกัน แต่น่าเสียดายคือ ดัชมิลล์สามารถเข้ามาดูดซับส่วนเกินครั้งนี้ได้ประมาณ 5% เท่านั้น ดังนั้นซัพพลายส่วนเกินจะยังมีอยู่ในปริมาณมหาศาล คาดเดาว่าถ้าแบรนด์ต่างๆ เข้ามาช่วยดูดซับก็ทำได้เพียงไม่เกิน 50% เท่านั้น ในระยะสั้นบอกตามตรงยังไม่เห็นทางออกที่ดีนัก
การจะพัฒนาฟาร์มโคนมในระยะยาวนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องแก้ปัญหาระยะสั้นคือ Over-supply ให้ได้ก่อน เพราะถ้าแก้ไม่ได้เกษตรกรก็ไม่มีเงินไปพัฒนาในเฟสต่อไป ส่วนระยะกลางเมื่อเกษตรกรมีเงินพอที่จะพัฒนาคุณภาพของนม ทำวิจัยให้คุณภาพสู้กับนมต่างประเทศต่างๆ เช่น สู้กับนมญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ยุโรป อเมริกา ให้ได้ ก็จะทำให้นมไทยมีตลาดเพิ่มขึ้นอีกมาก และสุดท้ายก็คือ การทำให้รสชาติของนมตัวเองมีเอกลักษณ์ จนถึงกับประกาศว่านมมาจากฟาร์มไหน มีรสชาติเอกลักษณ์อย่างไร ก็จะทำให้อาชีพเกษตรกรโคนมไปถึงจุดสูงสุดของอาชีพได้
ปริมาณนมที่ล้นตลาดนั้น แก้ได้ยากกว่าการขาดแคลนนมสด เพราะถ้าขาดแคลนเราก็แค่นำเข้ามา แต่ดุลการค้าและเงินตราต่างประเทศเราก็ไม่อยากจะเสียไป การผลิตได้เกินและมาแก้ย่อมดีกว่า แต่จะแก้อย่างไร คงต้องรอดูคนเก่งจากทั้งรัฐบาล ภาคเอกชนหรือแบรนด์ต่างๆ เกษตรกรจากสหกรณ์ต่างๆ และคนไทยว่าจะช่วยกันจัดการนมส่วนเกินเหล่านี้กันอย่างไร
Biztalk Inside : สมชาย งามวรรณกุล



