ฝรั่งเศส เผชิญเหตุความไม่สงบครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี เมื่อกระแสชุมนุมประท้วงเรื่องค่าครองชีพสูง การตัดลดบริการสาธารณะ และราคาพลังงานที่พุ่งสูง ลุกลามกลายเป็นเหตุจลาจลรุนแรงทั่วประเทศ ก่อนหน้าการลงมติร่างกฎหมายงบประมาณฉบับสำคัญของรัฐบาล
การประท้วงขยายวงกว้างจนเกิดการปะทะระหว่างกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายเมือง มีการเผาทำลายและบุกรุกสถานที่ราชการสำคัญ โดยศาลากลางเก่าแก่ 143 ปีในเมืองลีมอฌ (Limoges) ถูกวางเพลิงจนเสียหายหนัก ขณะที่ศาลาว่าการเมืองมาร์เซย์ถูกบุกรุก และสำนักงานการท่องเที่ยวในเมืองลียงถูกจุดไฟเผา
นอกจากนี้ ร้านค้าหลายร้อยแห่งถูกปล้นสะดมและทำลายทรัพย์สิน มีผู้ถูกจับกุมแล้วเกือบ 2,400 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจและสารวัตรทหารได้รับบาดเจ็บเกือบ 1,000 นาย และมีผู้ชุมนุมเสียชีวิต 1 รายจากภาวะหัวใจหยุดเต้นในกรุงปารีส
ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้เริ่มจากขบวนการนักเรียนนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเรื่องปัญหาขาดแคลนครู สภาพห้องเรียนทรุดโทรม และระบบการรับเข้ามหาวิทยาลัย ก่อนที่สหภาพแรงงานขนาดใหญ่จะเข้าร่วมเพื่อเรียกร้องค่าจ้าง บำนาญ และการควบคุมราคาสินค้า จนกระทั่งความไม่พอใจทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยของนายกรัฐมนตรี เซบาสเตียน เลอกอร์นู (Sébastien Lecornu) พยายามผลักดันแผนรัดเข็มขัดเพื่อตัดลดงบประมาณ 54,000 ล้านยูโรในงบประมาณปี 2027 ท่ามกลางภาระหนี้สาธารณะที่พุ่งแตะระดับประวัติศาสตร์ 3.6 ล้านล้านยูโร หรือคิดเป็น 119% ของ GDP
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ออกแถลงการณ์ประณามกลุ่มก่อความไม่สงบว่าเป็นกลุ่มปีกซ้ายจัดและกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมาย ยืนยันว่าจะจัดการอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อแก้ตัว พร้อมสั่งทบทวนประสิทธิภาพงานข่าวกรองและการเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่ประกาศภาวะฉุกเฉินหรือเคอร์ฟิวทั่วประเทศ โดยให้อำนาจผู้ว่าการและนายกเทศมนตรีสั่งห้ามการชุมนุมในจุดเสี่ยงได้
ขณะที่ฝ่ายค้านทั้งขวาจัดอย่าง มารีน เลอ แปน และซ้ายจัดอย่าง ฌอง-ลุค เมลองชง ต่างออกมาวิจารณ์ว่ารัฐบาลของมาครงกำลังหมดสภาพและนำประเทศไปสู่จุดที่ไม่อาจควบคุมได้
วิกฤตการณ์ในฝรั่งเศสยังกลายเป็นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ หยิบยกเหตุจลาจลข้ามทวีปไปปราศรัยหาเสียงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ โดยทรัมป์และแกนนำพรรครีพับลิกัน เช่น เจดี แวนซ์ และ ไมค์ จอห์นสัน พยายามเปลี่ยนภาพการประท้วงเรื่องเศรษฐกิจและโรงเรียนทรุดโทรม ให้กลายเป็นเรื่องผลพวงจากนโยบายคนเข้าเมืองและความล้มเหลวของแนวคิดเสรีนิยม เพื่อใช้เป็นบทเรียนเตือนใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน พร้อมสนับสนุนนโยบายควบคุมพรมแดนอย่างเข้มงวดของฝ่ายตน
–จีนออก 18 มาตรการดัน AI-เทคโนโลยีขั้นสูง พลิกโฉมการค้าและบริการครบวงจร






