Beyond Hyper-Competition: จากภูมิรัฐศาสตร์ถึงการจ้างงานยุค AI เมื่อ ‘กติกาและความไว้ใจ’ คือเกราะกำบังสุดท้าย

Beyond Hyper-Competition: จากภูมิรัฐศาสตร์ถึงการจ้างงานยุค AI เมื่อ ‘กติกาและความไว้ใจ’ คือเกราะกำบังสุดท้าย

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกรากของโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงครามภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) วิกฤตปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปัญหาตลาดแรงงาน (Labor) ตลอดจนวิกฤตสิ่งแวดล้อม (Environment) สัญญาณเตือนภัยทางสังคมต่างบ่งชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า กฎเกณฑ์สากลเดิมกำลังคลอนแคลน

ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาขบคิดอย่างเข้มข้นในหัวข้อเสวนาเรื่อง SURVIVE THE WORLD: เมื่อโลกบอก “ตัวใครตัวมัน” เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ผ่านมุมมองของ รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ธนา เธียรอัจฉริยะ นักบริหารและนักคิด เพื่อร่วมกันตอบคำถามสำคัญว่า ในวันที่ผลประโยชน์ส่วนตนกลายเป็นใหญ่ คุณธรรม ความร่วมมือ และการอยู่ร่วมกันจะยังมีความหมายและเป็นไปได้จริงหรือไม่

“คุณธรรมของรัฐ”: อำนาจ กติกา และความอยู่รอดของประเทศขนาดกลาง

ในมุมมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ ชี้ให้เห็นว่า คุณธรรมพื้นฐานที่สุดของรัฐคือ การปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติและความปลอดภัยของคนในประเทศ หากรัฐใดล้มเหลวในการรักษาความอยู่รอด รัฐนั้นย่อมไม่อาจบรรลุเป้าหมายอื่นใดได้ อย่างไรก็ตาม หากมุ่งเน้นเพียงผลประโยชน์โดยไร้กติกา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่ต่างจาก “แก๊งอันธพาล” หรือสภาวะป่าเถื่อนที่ใครมีกำลังมากกว่าย่อมเป็นฝ่ายชนะ

หัวใจของการเมืองจึงมีสองด้านเสมอ คือ การแสวงหาอำนาจ และ การสร้างกติกากำกับเพื่อความชอบธรรม เมื่อมหาอำนาจเริ่มเพิกเฉยต่อกติกาสากล โลกกำลังกลายเป็นระบบ “Might is right” (อำนาจคือความถูกต้อง) ตามทฤษฎีประวัติศาสตร์ของทูซิดิดีส (Thucydides) ที่ว่า “ผู้เข้มแข็งทำในสิ่งที่ตนทำได้ ส่วนผู้อ่อนแอจำต้องยอมรับชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

สำหรับประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก กติกานานาชาติคือ “หลังพิง” ที่ขาดไม่ได้ หากไร้กติกา ประเทศขนาดเล็กจะถูกบดขยี้ในความขัดแย้งของมหาอำนาจทันที การเอาตัวรอดในสภาวะนี้จึงต้องใช้ยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน:

  1. Strategic Autonomy และการ Diversify: ไม่พึ่งพาขั้วอำนาจใดเพียงขั้วเดียว เพื่อไม่ให้ถูกบีบให้เลือกข้าง
  2. Leading from the Middle: รวมกลุ่มประเทศขนาดกลางเพื่อร่วมกันประคับประคองและสร้างกติกาใหม่ในประเด็นที่ตนมีความโดดเด่น เช่นเดียวกับที่แคนาดาหรือสิงคโปร์ทำ
  3. การทำให้ตนเอง “ขาดไม่ได้” (Indispensable): พัฒนาขีดความสามารถเฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นด้าน Medical Tourism หรือบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน จนมหาอำนาจจำเป็นต้องมีเราอยู่ในสมการ

เปลือยระบบ “คอร์ปอเรตและ AI”: ธุรกิจมีคุณธรรมจริง หรือแค่อัลกอริทึมบังคับ?

ในมิติภาคธุรกิจ ธนา เธียรอัจฉริยะ ได้ฉายภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า ธุรกิจขนาดใหญ่เปรียบเสมือน “อัลกอริทึม” ตัวหนึ่งที่ไม่มีจิตใจและถูกตั้งโปรแกรมขึ้นมาเพื่อเป้าหมายเดียวคือการทำกำไรสูงสุด บอร์ดบริหารไม่ได้มองตัวตนของพนักงาน แต่มองตัวเลขและผลตอบแทนในแต่ละไตรมาส (Quarter-based) เป็นหลัก

การที่ธุรกิจดูเหมือน “มีคุณธรรม” ในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แต่เกิดจาก ภาวะบังคับตามกลไก Alignment (ความสอดคล้องของผลประโยชน์):

  • ต่อผู้บริโภค (Consumer Alignment): ยุคนี้ผู้บริโภคมีทางเลือกมหาศาล อำนาจการรีวิวและกระแสโซเชียลมีเดียสามารถทำลายแบรนด์ได้ในข้ามคืน ธุรกิจจึงจำเป็นต้องจริงใจ ซื่อสัตย์ และมุ่งแก้ Pain Point ให้ลูกค้า เพื่อสร้าง “แฟน” และกระตุ้นการซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นต้นทุนที่ถูกที่สุด
  • ต่อแรงงาน (Labor Misalignment): ในทางตรงกันข้าม การมาถึงของ AI กำลังทำให้พนักงานและแรงงานหลุดออกจากสมการ องค์กรปรับโครงสร้างเพื่อเร่งสร้าง Productivity และลดต้นทุนด้วยการปลดคนออกก่อน เพื่อบังคับให้คนที่เหลือทำงานร่วมกับ AI

ผลกระทบนี้ทำให้ตลาดแรงงานยุคใหม่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน ธนาคารและองค์กรขนาดใหญ่รับพนักงานจบใหม่น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด เด็กจบใหม่รุ่นนี้ต้องเผชิญค่าครองชีพที่พุ่งสูงแต่ผลตอบแทนกลับใกล้เคียงกับอดีต เกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ที่คนรุ่นใหม่หันไปเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneur) กันมากขึ้น เพราะมองไม่เห็นอนาคตและความมั่นคงในระบบองค์กร

Trust: สกุลเงินที่สำคัญที่สุดในโลกที่ขาดพร่องความไว้ใจ

ประเด็นร่วมที่ทั้งสองมิติเผชิญตรงกันคือ Trust Deficit (วิกฤตการขาดแคลนความไว้วางใจ)

ในระดับระหว่างประเทศ ความไม่เชื่อใจกันได้ลุกลามจากภูมิรัฐศาสตร์ลงสู่ “ภูมิเศรษฐศาสตร์” (Geo-economics) จนเกิดการแบ่งแยกห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Decoupling) โลกกำลังถูกแยกออกเป็นสองระบบอย่างชัดเจน (Two Cloud Systems) ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี AI สายเคเบิลใต้ทะเล หรือแร่ธาตุสำคัญ

ในระดับสังคมและธุรกิจ ธนา ชี้ว่า “Trust is earned” (ความไว้ใจเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาเอง) และกลายมาเป็น “สกุลเงินที่ทรงคุณค่าที่สุด” สถาบันเดิม ตั้งแต่ศาสนา องค์กรธุรกิจ ไปจนถึงครอบครัว กำลังถูกตั้งคำถาม เพราะผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้รอบด้าน องค์กรหรือบุคคลใดที่ต้องการรอดในยุคนี้จึงไม่สามารถพึ่งพารูปแบบหรืออำนาจเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องพิสูจน์ตนเองผ่านความสม่ำเสมอ ความโปร่งใส และการกระทำที่เป็นรูปธรรม

ทางรอดร่วมกัน: เริ่มต้นที่ตัวเรา ก่อนกำกับด้วยกติกา

เมื่อโลกตกอยู่ในภาวะแข่งขันอย่างบ้าคลั่ง (Hyper-competition) ที่คอนเทนต์ สินค้า และคู่แข่งเพิ่มขึ้นมหาศาลจนเกินขีดจำกัดเวลา 24 ชั่วโมงของมนุษย์ ทางออกของการอยู่ร่วมกันจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับสำคัญ:

1. ระดับปัจเจกบุคคล: “การเป็นโชคดีของผู้อื่น”

แทนที่จะมุ่งเปลี่ยนคอร์ปอเรต เปลี่ยนการเมือง หรือคิดเอาชนะในเกมที่ไม่มีวันจบสิ้น การสร้างคุณธรรมที่ทำได้จริงและทรงพลังที่สุด คือการกลับมาทบทวนตนเอง โดยยึดหลัก “เข้มงวดกับตนเอง และผ่อนปรนกับผู้อื่น”

  • เป็นลูกน้องที่ทำงานสำเร็จและไว้วางใจได้
  • เป็นหัวหน้าที่ทำหน้าที่เสมือนโค้ช พร้อมออกหน้ารับแทนและส่งเสริมให้ลูกน้องเติบโต
  • เป็นเพื่อนร่วมงานและพาร์ตเนอร์ที่จริงใจ ไม่ฉวยโอกาส และมุ่งสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน (Win-Win) ดังคำสอนทางการแพทย์แบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่กล่าวไว้ว่า หากต้องการตายดี ต้องเริ่มจากการ “อยู่ให้เป็นโชคดีของคนที่อยู่รอบข้าง” สร้าง Likeability และชื่อเสียง (Reputation) จากการทำหน้าที่ของตนอย่างมีน้ำใจและไม่เป็นภาระแก่ใคร

2. ระดับโครงสร้างและรัฐ: “อำนาจที่กำกับด้วยความยับยั้งชั่งใจ”

ในระดับองค์กรและรัฐ จะหวังพึ่งเพียงจิตสำนึกที่ดีไม่ได้ หากต้องการให้ธุรกิจมีคุณธรรม รัฐต้องมีบทลงโทษและกติกาที่เข้มงวด ชัดเจน เพื่อบังคับให้อัลกอริทึมของทุนปรับตัวตามผลประโยชน์ของส่วนรวม (เช่น มาตรการทางภาษีคาร์บอน หรือการบังคับสร้างงานทดแทน)

ขณะเดียวกัน ผู้นำในระดับสากลต้องตระหนักว่า อำนาจ (Power) จะต้องมาพร้อมกับ Prudence (ความสุขุมคัมภีรภาพ) เสมอ ซึ่งประกอบไปด้วย 3R:

  • Reasoning: การมีเหตุมีผลในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ
  • Responsibility: ความรับผิดชอบต่อชะตากรรมของสังคมโลก
  • Restraint: การรู้จักยับยั้งชั่งใจ ไม่ขยายอำนาจอย่างไร้ขอบเขตจนพังทลายลงด้วยความโอหังการ (Hubris) เหมือนจักรวรรดิในอดีต

โลกในยุคต่อจากนี้อาจไม่มีทีท่าว่าจะชะลอการแข่งขันลง และอาจบีบให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้น ทว่าทางรอดที่แท้จริงของการก้าวผ่านยุคสมัยนี้ จึงไม่ใช่การเอาตัวรอดแบบตัวใครตัวมันจนละทิ้งผู้อื่น แต่คือการมองเห็นความเป็นจริงอย่างถ่องแท้ ใช้กติกาปกป้องตนเองอย่างชาญฉลาด และดำรงตนให้เป็น “โชคดี” ของผู้คนในโลกใบนี้ไปพร้อมกัน

ถอดรหัสคุณธรรมในความสัมพันธ์ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี