การประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Annual Meetings ประจำปี 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ได้เปิดฉากขึ้นพร้อมกับการหยิบยกประเด็นที่ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่สุดของมวลมนุษยชาติในยุคปัจจุบัน นั่นคือ “กระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี” มาเป็นแกนกลางในการแลกเปลี่ยนมุมมองและความเห็น ท่ามกลางบริบทของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการฟื้นตัวที่เปราะบาง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ปัจจัยทางเทคโนโลยีได้กลายมาเป็นทั้งความหวังและตัวแปรที่น่ากังวลใจที่สุด
หนึ่งในเวทีเสวนาที่ได้รับการจับตามองและดึงดูดความสนใจจากนักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และสื่อมวลชนจากทั่วทุกมุมโลกมากที่สุดในปีนี้ คือเวทีเสวนาภายใต้หัวข้อ “Small AI: More and Better Jobs” ซึ่งเป็นการเจาะลึกและผ่าตัดโครงสร้างถึงผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่มีต่อตลาดแรงงานและระบบเศรษฐกิจมหภาคระดับโลกอย่างรอบด้าน การเสวนาในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์อนาคตอันไกลโพ้น แต่เป็นการนำเสนอความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน และมาตรการที่รัฐบาลทั่วโลกต้องเร่งลงมือทำเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านครั้งประวัติศาสตร์นี้
สึนามิ AI และความท้าทายด้านการคลัง: มุมมองจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)
นางคริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และประธานคณะกรรมการบริหาร IMF ได้ก้าวขึ้นเวทีพร้อมกับข้อความที่ส่งสัญญาณเตือนอย่างตรงไปตรงมาและทรงพลัง เธอได้ตอกย้ำความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่โลกทั้งใบต้องเผชิญหน้า โดยระบุว่า “ไม่ว่าเราจะต้องการหรือไม่ก็ตาม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะไม่หายไปไหน” AI ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงนวัตกรรมในห้องทดลอง มาเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบเศรษฐกิจโลกไปแล้วอย่างสมบูรณ์
ในแง่บวก นางจอร์จีวาชี้ให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของ AI ที่เปรียบเสมือนเครื่องยนต์กลไกใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะผลักดันให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (Global GDP) เติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกถึง 3% ซึ่งถือเป็นตัวเลขการเติบโตที่สูงมากในยุคที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว การนำ AI มาใช้ในการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง และการลดต้นทุนการดำเนินงาน จะเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ซ่อนอยู่
แต่ในขณะเดียวกัน เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ กรรมการจัดการ IMF ได้เปรียบเทียบผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานว่าไม่ต่างอะไรกับ “สึนามิ“ ที่กำลังถาโถมเข้าสู่ชายฝั่งของตลาดแรงงานทั่วโลกอย่างช้าๆ แต่อนุภาพทำลายล้างสูง การเข้ามาของ AI อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงจนทำให้งานกว่า 40% ทั่วโลกหายไปจากระบบ หรืออย่างน้อยที่สุดก็ถูกลดระดับความสำคัญลงจนไม่สามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอให้กับแรงงานได้อีกต่อไป
ความน่าสนใจของปรากฏการณ์สึนามิ AI นี้คือระดับความรุนแรงที่ไม่เท่าเทียมกัน ข้อมูลจาก IMF ระบุชัดเจนว่า กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว (Developed Countries) อาจได้รับผลกระทบสูงถึง 60% เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพางานบริการ งานวิเคราะห์ และงานธุรการระดับสูง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่ AI สามารถเข้ามาทำงานทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ (Low-income Countries) จะได้รับผลกระทบที่ประมาณ 20% เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจยังคงพึ่งพาแรงงานในภาคการเกษตรและการผลิตขั้นพื้นฐานเป็นหลัก
ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดในระดับมหภาค ซึ่งนางจอร์จีวาได้เน้นย้ำ คือ “วิกฤตด้านการคลังของรัฐบาล” เมื่อเทคโนโลยี AI เข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดแรงงานอย่างสิ้นเชิง สัดส่วนการพึ่งพาทุนมนุษย์ (Human Capital) ในภาคธุรกิจจะลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อภาคธุรกิจใช้คนน้อยลง รัฐบาลก็จะเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน เมื่อรายได้จากการเก็บภาษีจากแรงงานลดน้อยลง รัฐบาลจะเผชิญกับคำถามสำคัญว่า “รัฐจะมีรายได้จากแหล่งใดมาใช้ในการจัดสวัสดิการพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐาน และช่วยเหลือสังคมให้ปรับตัวเข้าสู่ยุค AI ได้อย่างราบรื่น?”
ด้วยเหตุนี้ ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดจึงหนีไม่พ้นการยกระดับทักษะแรงงานขนานใหญ่ โดยกรรมการจัดการ IMF ได้ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong learning จะไม่ใช่แค่ทางเลือกหรือคำพูดสวยหรูอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็นขั้นสูงสุด (Ultimate necessity) สำหรับมนุษย์ทุกคนที่ต้องการเอาชีวิตรอดในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่“
Small AI: กุญแจปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจและทางออกของสังคมสูงวัย
ทางด้าน นายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) ได้นำเสนอมุมมองที่เน้นย้ำถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระดับปฏิบัติการ โดยชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของแนวคิดที่เรียกว่า “Small AI” ซึ่งไม่ได้หมายถึง AI ที่มีขนาดเล็กทางเทคโนโลยี แต่หมายถึงการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระดับที่ประชาชนทั่วไป ธุรกิจรายย่อย และภาคส่วนต่างๆ สามารถ “เข้าถึงได้จริง” และใช้งานได้ง่ายในชีวิตประจำวัน
นายบังกา อธิบายว่า Small AI จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลังในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยกลุ่มธนาคารโลกมุ่งเน้นและส่งเสริมให้เกิดการนำ AI ไปใช้ใน 5 โครงสร้างพื้นฐานหลัก ได้แก่ ภาคการเกษตร ภาคสาธารณสุข และการขยายศักยภาพการทำงานของมนุษย์ในมิติต่างๆ
ในจุดนี้ ประธานกลุ่มธนาคารโลกได้กล่าวชื่นชม “ประเทศไทย“ กลางเวทีการประชุมระดับโลก โดยระบุว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจและสามารถปรับตัวในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติและ AI เข้ามาประยุกต์ใช้ใน “ภาคการผลิต” ซึ่งช่วยรักษาระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
นอกจากนี้ การวิเคราะห์ของประธานกลุ่มธนาคารโลกยังได้เชื่อมโยงเทคโนโลยี AI เข้ากับประเด็นทางประชากรศาสตร์ที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งของยุคสมัย นั่นคือ “การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)” ทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย นายบังกาประเมินอย่างมีความหวังว่า AI จะไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อแย่งงาน แต่จะเป็น “กลไกสำคัญ“ ที่เข้ามาช่วยชดเชยภาวะเศรษฐกิจหดตัวในประเทศที่กำลังสูญเสียกำลังแรงงานวัยหนุ่มสาว
คาดการณ์ว่าการใช้เทคโนโลยี AI อย่างเต็มรูปแบบจะช่วยให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเติบโตขึ้นได้อีก 0.5-1% และที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้นคือ อาจผลักดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาพุ่งสูงขึ้นได้ถึง 2-8% เลยทีเดียว โดยเฉพาะการเข้ามาของ “โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models หรือ LLM)” ซึ่งมีโอกาสมหาศาลในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ บริการใหม่ และกระตุ้นให้เกิดการสร้างงานรูปแบบใหม่ๆ ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและประเทศรายได้ต่ำ ที่สามารถให้บริการตอบโต้ ข้อมูล และงานด้านภาษาไปทั่วโลกได้
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้วิสัยทัศน์ที่สวยหรูนี้เกิดขึ้นจริง ประธานกลุ่มธนาคารโลกได้ยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เฉียบขาดว่า รัฐบาลในประเทศต่างๆ จะต้องเร่งลงทุนมหาศาลใน “โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและดิจิทัล“ เพราะ AI ไม่สามารถทำงานได้หากปราศจากพลังงานและอินเทอร์เน็ตที่เสถียร ควบคู่ไปกับการสร้างระบบธรรมาภิบาลข้อมูลที่ดี โดยต้องมีระบบขอความยินยอมด้านข้อมูล (Data Consent) ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องมีมาตรการป้องกันมิจฉาชีพทางไซเบอร์ที่เข้มงวดขั้นสูงสุด เพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชนในการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล
การเปลี่ยนแปลงแบบ “Task by task” และวิกฤตของเด็กจบใหม่
เพื่อเป็นการคลายความวิตกกังวลจากภาพของสึนามิ AI นายทาร์มัน ชานมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีสิงคโปร์ หนึ่งในผู้นำประเทศที่โดดเด่นด้านการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีและการศึกษา ได้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งและตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในการบริหารทรัพยากรมนุษย์
ประธานาธิบดีสิงคโปร์ ได้วิเคราะห์ว่า การเข้ามาแทนที่มนุษย์ของ AI จะไม่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลันทันทีทันใดจนทุกคนตั้งตัวไม่ติด (Overnight disruption) แต่จะเกิดขึ้นในลักษณะของการทดแทน “งานต่องาน“ หรือ “Task by task” หมายความว่า ในหนึ่งตำแหน่งงานที่มีหลากหลายหน้าที่ AI จะค่อยๆ เข้ามาทำหน้าที่บางส่วนที่ซ้ำซากจำเจ หรืองานที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นพื้นฐาน ซึ่งลักษณะการเข้ามาทีละส่วนนี้เอง ที่จะซื้อเวลาและเปิดโอกาสให้ “มนุษย์ยังมีเวลาในการปรับตัว” เพื่อเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับมัน
นายทาร์มันคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ งานประมาณ 10% ในระบบเศรษฐกิจจะต้องมี AI เข้ามาเป็น “เครื่องมือประกอบการทำงาน” อย่างแยกไม่ออก ผู้ที่สามารถปรับตัวและเรียนรู้ที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือทุ่นแรงได้อย่างเชี่ยวชาญ จะมีโอกาสสร้างผลผลิตได้มากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้ที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
กระนั้นก็ตาม ประธานาธิบดีสิงคโปร์ได้ชี้ให้เห็นถึง “จุดบอด“ และปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาลและภาคเอกชนต้องร่วมกันแก้ไขด่วน นั่นคือ “โอกาสการได้งานทำครั้งแรก (First-time job opportunities)” ของเด็กจบใหม่กำลังลดลงอย่างเห็นได้ชัดและเป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในภาคเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมบริการ เมื่อบริษัทต่างๆ สามารถใช้ AI เพื่อทำงานระดับเริ่มต้น (Entry-level tasks) ได้อย่างรวดเร็วและราคาถูกกว่า บริษัทเหล่านั้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องจ้างเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์มาฝึกงานอีกต่อไป ส่งผลให้คนรุ่นใหม่สูญเสีย “บันไดก้าวแรก” ในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน
เพื่อแก้ไขวิกฤตนี้ ประธานาธิบดีสิงคโปร์เสนอว่า รัฐบาลไม่สามารถปล่อยให้กลไกตลาดทำงานเพียงลำพังได้ แต่ต้องสร้างนโยบายเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่ง โดยต้องดึง “ภาคเอกชน“ เข้ามาร่วมรับผิดชอบและสร้างบันไดก้าวแรกให้กับเยาวชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้เกิดการ “ปฏิรูประบบการศึกษาระดับอุดมศึกษา“ อย่างขนานใหญ่ มหาวิทยาลัยต้องลดการพึ่งพาทฤษฎีเชิงวิชาการเพียงอย่างเดียว แล้วหันมาใช้ระบบการศึกษาแบบคู่ขนาน หรือ Dual model ที่เน้นการผสมผสานระหว่างการเรียนในห้องเรียนกับการฝึกปฏิบัติงานจริงในบริษัทอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างแรงงานที่มีความคล่องตัว มีประสบการณ์จริง และสามารถรองรับความไม่แน่นอนในอนาคตได้ทันทีเมื่อเรียนจบ
วิสัยทัศน์ประเทศไทย: ชูนโยบาย “นกกระซิบ” สู่เวทีสากล
ในช่วงท้ายของเวทีเสวนา “Small AI: More and Better Jobs” นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทนของประเทศเจ้าภาพ ได้ขึ้นกล่าวปิดท้ายเวทีเสวนาอย่างทรงเกียรติ พร้อมทั้งได้ประกาศความสำเร็จและแสดงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนรากหญ้าและธุรกิจระดับชาติ
รองนายกฯ และ รมว.คลัง ของไทย ได้เรียกเสียงฮือฮาและความสนใจจากผู้เข้าร่วมประชุมทั่วโลก การนำเสนอความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมภายใต้นโยบาย “AI in all” ที่มุ่งนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพให้กับธุรกิจที่มีอยู่ โดยไฮไลต์สำคัญที่โดดเด่นและได้รับการชื่นชมอย่างกว้างขวาง คือการเปิดตัวและขยายผลระบบผู้ช่วย AI ฝีมือคนไทยที่มีชื่อว่า “นกกระซิบ” (Nokkasip หรือ Whispering bird)
“นกกระซิบ” จากการเยียวยา สู่ที่ปรึกษาธุรกิจรายย่อย
“นกกระซิบ” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์ทั่วไป แต่มีจุดกำเนิดที่น่าสนใจจากโครงการช่วยเหลือร้านค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานและต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐบาลไทยได้ตระหนักดีว่า การให้ความช่วยเหลือด้วยการอุดหนุนเงินเพียงอย่างเดียวนั้น เป็นการเยียวยาระยะสั้นที่ไม่สามารถสร้างความเข้มแข็งในระยะยาวได้ รัฐบาลจึงมีแนวคิดที่ต้องการให้ความช่วยเหลือที่ยั่งยืนกว่า จึงได้พัฒนาและฝังระบบ “นกกระซิบ” ซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังของ AI เข้าไปในแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินบนมือถือ (Mobile Wallet) ระดับชาติ ที่ร้านค้ารายย่อยเหล่านี้ใช้งานเป็นประจำอยู่แล้วเพื่อรับเงินอุดหนุนและสวัสดิการจากรัฐ
ในปัจจุบัน ระบบ “นกกระซิบ” ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเครื่องมือรับเงิน มาทำหน้าที่เสมือนเป็น “ที่ปรึกษาทางธุรกิจส่วนตัว“ ให้กับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้ใช้งานจริงแล้วเกือบ 1 ล้านรายทั่วประเทศ นกกระซิบช่วยอำนวยความสะดวกในงานชีวิตประจำวันที่ซับซ้อน เช่น การบริหารจัดการสต็อกสินค้า แจ้งเตือนสินค้าใกล้หมดอายุ การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ตลอดจนการคำนวณผลกำไร-ขาดทุนแบบเรียลไทม์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำ ซึ่งเทคโนโลยีระดับนี้ในอดีตมักผูกขาดอยู่กับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือบริษัทที่มีเงินทุนมหาศาลเท่านั้น
มากไปกว่านั้น นายเอกนิติ ยังได้เน้นย้ำถึงประโยชน์ในระยะยาวที่จะพลิกโฉมหน้าโครงสร้างสินเชื่อของไทย หากร้านค้ารายย่อยกดยินยอม (Consent) ให้ระบบสามารถเข้าถึงและใช้ข้อมูลได้ ข้อมูลการทำธุรกรรมแบบดิจิทัลเหล่านี้จะถูกนำไปวิเคราะห์และสร้างเป็นประวัติทางเศรษฐกิจทางเลือก ซึ่งจะช่วยให้สถาบันการเงินและธนาคารมีความเข้าใจในศักยภาพและกระแสเงินสดของธุรกิจรายย่อยอย่างลึกซึ้ง นวัตกรรมนี้เป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพ่อค้าแม่ค้ารากหญ้าที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือไม่มีประวัติสินเชื่อในระบบธนาคาร (Credit history) ให้สามารถหลุดพ้นจากหนี้นอกระบบ และก้าวเข้าถึงสินเชื่อในระบบจากธนาคารพาณิชย์เพื่อต่อยอดธุรกิจได้อย่างเป็นธรรม
ยุทธศาสตร์ชาติ 3 ประการ: AI in all, All in AI, AI for all
นอกจากความสำเร็จของนกกระซิบแล้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังได้โชว์วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของประเทศไทยด้าน AI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสึนามิเทคโนโลยีตามที่กังวลกันในเวทีโลก โดยมุ่งเน้นใน 3 ประการหลักที่ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่:
1. AI in all (เอไอในทุกภาคส่วน):
คือเป้าหมายในการนำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มผลิตภาพให้กับงานและธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาคการเกษตร อุตสาหกรรม หรือบริการ การนำ “นกกระซิบ” มาใช้ในแอปพลิเคชันกระเป๋าเงินบนมือถือเพื่อช่วยร้านค้ารายย่อยนับล้านราย ถือเป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของการนำเทคโนโลยีระดับสูงลงมาสู่ระดับฐานราก (Grassroots) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและลดความเหลื่อมล้ำทางธุรกิจ รวมถึงการใช้ข้อมูลสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
2. All in AI (ทุ่มเทสรรพกำลังสู่เอไอ):
มุ่งเน้นไปที่การเตรียมความพร้อมและการสร้างขีดความสามารถ (Capacity Building) เพื่อรองรับตำแหน่งงานรูปแบบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประเทศไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี แต่กำลังเดินหน้าเชิงรุกในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ทั้งศูนย์ข้อมูล (Data Centers) เซมิคอนดักเตอร์ ระบบคลาวด์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
ควบคู่ไปกับการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้จัดทำโครงการ “Skill Bridge” ซึ่งเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาและปรับปรุงทักษะแรงงาน (Upskill & Reskill) ให้ตรงกับความต้องการของนักลงทุนอย่างแท้จริง นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการออกมาตรการลดต้นทุนการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อเป็นการเปิดประตูแห่งโอกาสให้กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup) ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รวมถึงมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ขั้นสูงได้โดยไม่ถูกผูกขาดอยู่เพียงแค่ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
3. AI for all (เอไอเพื่อคนไทยทุกคน):
เป็นหลักการสูงสุดที่รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะให้ความมั่นใจและคำมั่นสัญญาว่า “จะไม่มีประชาชนคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง“ ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งนี้ รัฐบาลได้ทุ่มเทสร้างโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะทางดิจิทัล (Digital Public Infrastructure) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานรัฐทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถส่งมอบความช่วยเหลือไปยังประชาชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างตรงจุด รวดเร็ว และโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นในด้านการสนับสนุนรายได้ การมอบสวัสดิการ การให้ความรู้ฝึกทักษะอาชีพใหม่ๆ และการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมาย
นายเอกนิติ ได้กล่าวปิดท้ายเรียกร้องให้เวทีระดับโลกอย่างกลุ่มธนาคารโลก (World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ ร่วมกันเป็นแกนกลางในการแลกเปลี่ยนบทเรียน ความรู้ และเทคโนโลยีซึ่งกันและกันอย่างไม่มีพรมแดน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องการแรงสนับสนุนในการเปลี่ยนผ่านเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนขั้นสูงสุดที่ทุกประเทศจะต้องร่วมกันวางกรอบกติกาและกำกับดูแลการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI) มีจริยธรรม และปลอดภัย เพื่อเป็นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงจากภัยคุกคามออนไลน์รูปแบบใหม่ๆ เช่น การฉ้อโกงจากมิจฉาชีพทางไซเบอร์ และปัญหาการสร้างภาพจำลองหรือ Deepfakes ที่อาจนำไปสู่ความตื่นตระหนกและบ่อนทำลายความมั่นคงของสังคมและเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลได้อย่างคาดไม่ถึง
เวทีเสวนาที่กรุงเทพมหานครในปีนี้ จึงไม่เพียงแต่เป็นภาพสะท้อนของความท้าทายจากเทคโนโลยี AI ที่ทั่วโลกต้องจับตา แต่ยังเป็นการประกาศจุดยืนและความพร้อมของประเทศไทย ที่จะก้าวข้ามคลื่นสึนามิเทคโนโลยีนี้ ไปสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม บนพื้นฐานของการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืนอย่างแท้จริง




