การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลระดับสากลกำลังเปิดฉากครั้งสำคัญ เมื่อกรุงโตเกียวเดินหน้ายกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางการเงินดิจิทัลชั้นนำของโลก พร้อมเปิดประตูเชื่อมโยงเงินทุน นวัตกรรม และความเชี่ยวชาญร่วมกับภาคการเงินไทย เพื่อผลักดันให้ไทยกลายเป็นเกตเวย์ทางการเงินแห่งภูมิภาคอาเซียน
ฟินซิตี้.โตเกียว (FinCity.Tokyo) องค์กรส่งเสริมกรุงโตเกียวสู่ศูนย์กลางการเงิน ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2562 ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่น ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 50 องค์กร ทั้งสถาบันการเงินชั้นนำและนักลงทุนสถาบัน กำลังเร่งขับเคลื่อนความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปิดรับนักลงทุน ธนาคาร ผู้จัดการสินทรัพย์ และสตาร์ทอัพฟินเทคจากไทย เพื่อขยายโอกาสการลงทุน ตลอดจนร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินสำหรับตลาดญี่ปุ่นและอาเซียน
ตลาดการเงินและเทคโนโลยีของญี่ปุ่นกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในมิติของการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Asset Tokenization) สินทรัพย์ดิจิทัล คริปโทเคอร์เรนซี สเตเบิลคอยน์สกุลเงินเยน เงินฝากและหลักทรัพย์รูปแบบโทเคน ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานบนเทคโนโลยีบล็อกเชน โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากแหล่งเงินทุนมหาศาล สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีมาตรการสนับสนุนรอบด้าน และพื้นที่ทดสอบนวัตกรรมภายใต้การกำกับดูแล (Regulatory Sandbox) ที่เอื้อให้ผู้พัฒนานวัตกรรมสามารถทดลองโซลูชันได้อย่างคล่องตัว
ทิศทางการเติบโตของญี่ปุ่นได้รับการยืนยันจากข้อมูลคาดการณ์ของ IMARC Group ที่ระบุว่า ตลาดฟินเทคญี่ปุ่นจะพุ่งแตะมูลค่า 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2577 ขณะที่ A.T. Kearney ประเมินว่า เศรษฐกิจ Web3 ของญี่ปุ่นจะขยายตัวสูงถึง 20 เท่า แตะ 2.4 ล้านล้านเยน ภายในช่วงปี 2564–2570
หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการการเงินญี่ปุ่น คือ แผนการออกสเตเบิลคอยน์ที่อิงมูลค่ากับค่าเงินเยนโดยกลุ่มธนาคารยักษ์ใหญ่ 3 แห่ง ภายในเดือนมีนาคม 2570 พร้อมการศึกษาการใช้บล็อกเชนในการชำระราคาหุ้นและพันธบัตรรัฐบาล ความเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นสะพานเชื่อมโอกาสให้ธุรกิจฟินเทคและสถาบันการเงินไทย ได้เข้ามามีบทบาทในระบบการชำระเงินข้ามพรมแดน เงินฝากโทเคน ผลิตภัณฑ์การลงทุนดิจิทัล และโครงการนำร่องร่วมกับเครือข่ายการเงินญี่ปุ่น
ด้วยรากฐานระบบธนาคารที่มั่นคง เศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตต่อเนื่อง และที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ใจกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยจึงเป็นหมุดหมายเชิงกลยุทธ์สำหรับบริษัทญี่ปุ่นในการเข้ามาศึกษาความต้องการของผู้บริโภค ทดสอบโซลูชัน และใช้เป็นฐานเชื่อมโยงสู่ตลาดอาเซียน
โทคิโอะ โมริตะ ผู้อำนวยการบริหาร ฟินซิตี้.โตเกียว ระบุว่า ประเทศไทยมีความพร้อมสูงในการก้าวขึ้นเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินยุคใหม่ของอาเซียน โดยการผนึกกำลังร่วมกับตลาดญี่ปุ่นจะช่วยเร่งสปีดให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของภาคธุรกิจ นักลงทุน และผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
นอกจากนี้ กรุงโตเกียวยังมีความพร้อมด้านสภาพคล่องระดับมหาศาล โดยมีสินทรัพย์ทางการเงินภาคครัวเรือนราว 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) มีมูลค่าตามราคาตลาดประมาณ 7.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่ง ฟินซิตี้.โตเกียว ได้เตรียมโปรแกรมสนับสนุนบริษัทต่างชาติอย่างชัดเจน เช่น Attraction U Program ที่ให้คำปรึกษาการตั้งธุรกิจ การจับคู่พันธมิตร และเงินสนับสนุนสูงสุด 30 ล้านเยนตามเงื่อนไข รวมถึง Emerging Managers Program ที่ช่วยจับคู่ผู้จัดการกองทุนหน้าใหม่กับกลุ่มเจ้าของสินทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ
การเดินหน้าเชื่อมโยงของ ฟินซิตี้.โตเกียว ในครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสครั้งสำคัญของภาคการเงินไทยในการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยีขั้นสูง และเครือข่ายสถาบันการเงินที่มีความมั่นคงระดับแนวหน้าของโลก เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันสู่เวทีสากลต่อไป







