บีทีเอส เตรียมยื่นฟ้อง กทม. ทวงหนี้ 30,000 ล้านบาท ยืนยันจำเป็นต้องทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ผู้ถือหุ้น ย้ำขณะนี้แบกรับภาระต่อไม่ไหวแล้วและหากปล่อยให้ยืดเยื้อถึงปี 72 หนี้จะพุ่งถึง 90,000 ล้านบาท
นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้า บีทีเอส ชี้แจงความคืบหน้ากรณี การดำเนินงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยกล่าวว่า หลังจาก บีทีเอส ได้ ส่งหนังสือติดตามทวงถามตามกฎหมายให้กรุงเทพมหานคร และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ชำระหนี้จำนวนกว่า 31,600 ล้านบาท ซึ่งมาจากหนี้ค่าจ้างเดินรถส่วนต่อขยาย(หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) ตั้งแต่ เมษายน 60 -มี.ค. 64 รวมจำนวน 10,903 ล้านบาท และหนี้ค่าติดตั้งระบบเดินรถ อีก 20,768 ล้านบาท โดยเมื่อครบกำหนดระยะเวลา 60 วัน ตามที่บีทีเอสได้ระบุไว้ในหนังสือทวงถามนั้น จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับแจ้งถึงแนวทางการชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนจากภาครัฐแต่อย่างใด
ดังนั้นในฐานะที่เป็นบริษัทลูกของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และมีผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นประชาชนร่วมลงทุนอยู่จำนวนกว่า 101,700 ราย รวมถึงมีเจ้าหนี้ที่ให้เงินกู้แก่บริษัทฯ มาประกอบธุรกิจอีกเป็นจำนวนมาก จึงได้ใช้สิทธิตามสัญญาในการติดตามทวงถามกรุงเทพมหานคร และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด โดยได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย มีการหารือกับทีมทนายความและขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมเอกสารยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง พร้อมยืนยันว่า บีทีเอส ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะนำหนี้ค้างชำระดังกล่าว มาเป็นเงื่อนไขในการแก้ไขสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวแต่อย่างใด และการใช้สิทธิทางกฎหมายที่ผ่านมา บีทีเอส ไม่เคยกระทำการใดๆ ที่ส่งผลกระทบหรือเรียกร้องให้ภาครัฐใช้อำนาจตามกฎหมายปรับขึ้นค่าโดยสาร
นายสุรพงษ์ ระบุว่า ขณะนี้ บีทีเอส ไม่สามารถแบกรับภาระหนี้คงค้างดังกล่าวได้แล้ว ซึ่งหากยังไม่ได้รับการชำระหนี้จำนวนดังกล่าว บีทีเอส จำเป็นจะต้องไปกู้ธนาคาร และมีค่าดอกเบี้ยปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท และหากหนี้ยังคงค้างชำระจนถึงปี 2572 จะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นมาที่ 90,000 ล้านบาท และแม้บีทีเอส จะไม่ได้รับการต่ออายุสัมปทาน แต่ในสัญญาบีทีเอสจะยังสามารถรับจ้างเดินรถได้ต่อเนื่องจนถึงปี 2585
ส่วนอัตราค่าโดยสารที่หลายฝ่ายประเมินให้เก็บในอัตรา 25-50 บาทนั้น นายสุรพงษ์ กล่าวว่า สามารถทำได้หากรัฐบาลให้เงินอุดหนุน พร้อมอธิบายว่าขณะนี้บีทีเอสเก็บค่าโดยสารในอัตรา 59 บาท ยังประสบภาวะขาดทุนถึง 6,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ การแพร่ระบาดโควิด19 ระลอก 3 ทำให้จำนวนผู้ใช้บริการและรายได้ของรถไฟฟ้าบีทีเอส ลดลงกว่า 60% ซึ่งใกล้เคียงกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดรอบแรก ดังนั้นการที่ กทม. จะล็อคดาวน์อีกครั้งผลกระทบก็น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน



