แอสคอทท์ (Ascott) ผู้ให้บริการเซอร์วิสเรสซิเดนซ์และโรงแรม ประกาศแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกในตลาดประเทศไทยและลาว พร้อมมุ่งสู่การเป็นผู้นำธุรกิจที่พักแบบครบวงจร โดยวางเป้าหมายการเติบโตของรายได้ที่ 7% และเพิ่มอัตราการเข้าพักขึ้นอีก 5% ในปี 2026
คณิต แสงมุกดา ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและลาว แอสคอทท์ เปิดเผยว่า ตลาดในประเทศไทยและลาวเป็นหนึ่งในตลาดเชิงยุทธศาสตร์หลักของบริษัท โดยมีรากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการบริหารเซอร์วิสเรสซิเดนซ์และโรงแรมมานานกว่า 20 ปี ปัจจุบัน แอสคอทท์มีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 27 แห่ง และอยู่ในแผนการพัฒนาอีก 4 แห่ง รวมมากกว่า 6,700 ยูนิต ครอบคลุมแบรนด์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ระดับ Upper Midscale จนถึง Luxury เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์

รักษาการเติบโตอย่างมั่นคง
แม้สภาพเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในปีนี้จะมีความท้าทาย แต่แอสคอทท์ยังคงรักษาการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งแบบระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์ โดยมีสัดส่วนสูงถึง 34% ของลูกค้าทั้งหมด ทำให้ธุรกิจสามารถกระจายความเสี่ยงและไม่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว
จากข้อมูลภายในพบว่า แอสคอทท์ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าชาวญี่ปุ่นที่ยังคงเป็นตลาดหลักอันดับหนึ่ง เนื่องจากทำเลที่ตั้งของโครงการส่วนใหญ่อยู่ในย่านธุรกิจสำคัญอย่างสุขุมวิท สาทร และทองหล่อ ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยยอดนิยมของชาวญี่ปุ่นที่มาพำนักระยะยาว

อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของแอสคอทท์ในปีนี้ยังคงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยกรุงเทพฯ อยู่ที่ 68%, ศรีราชาและพัทยาอยู่ที่ 70% และเวียงจันทน์อยู่ที่ 80% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจแม้ในสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวย
3 กลยุทธ์หลักเพื่อการเติบโตในอนาคต
แอสคอทท์ได้วางแผนยุทธศาสตร์เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมี 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้:
1. Multi-Typology ขยายสู่ที่พักหลากหลายรูปแบบ
จากเดิมที่เน้นธุรกิจเซอร์วิสเรสซิเดนซ์เป็นหลัก แอสคอทท์ได้ขยายพอร์ตโฟลิโอไปสู่รูปแบบอื่นๆ เช่น รีสอร์ต, Branded Residence และ Co-living โดยชูแนวคิด “Flex Hybrid” ที่ผสมผสานความสะดวกสบายของโรงแรมเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานของเซอร์วิสเรสซิเดนซ์ ห้องพักในรูปแบบสตูดิโอและอพาร์ตเมนต์ที่มาพร้อมกับมุมครัวและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางยุคใหม่ เช่น Digital Nomad ที่ต้องการที่พักระยะยาวพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ยืดหยุ่น
2. Asset-Light โมเดลการบริหารแบบเบาตัว
เพื่อเร่งการขยายธุรกิจ แอสคอทท์เปลี่ยนแนวทางจากการเข้าถือครองทรัพย์สินเป็นหลัก มาเป็นการนำเสนอโมเดลธุรกิจที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ได้แก่ Management Agreement (สัญญาบริหารจัดการ), Franchise Agreement (สัญญาแฟรนไชส์) และ Branded Residence Model โดยเฉพาะโมเดลแฟรนไชส์ที่ให้อิสระแก่เจ้าของทรัพย์สินในการบริหารจัดการ ขณะเดียวกันก็ได้รับประโยชน์จากแบรนด์ระดับโลก, ระบบการขาย, และฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งของแอสคอทท์
3. Leisure Destinations เจาะตลาดท่องเที่ยว
นอกเหนือจากทำเลในเมืองหลักแล้ว แอสคอทท์มีแผนขยายโครงการสู่แหล่งท่องเที่ยวชั้นนำทั่วประเทศ เช่น ภูเก็ต หัวหิน และสมุย เพื่อเพิ่มตัวเลือกให้กับลูกค้าในกลุ่มพักผ่อน โดยได้ลงนามสัญญาบริหาร “Ascott Above ป่าตอง ภูเก็ต รีสอร์ท” ซึ่งถือเป็นรีสอร์ตแห่งแรกของแอสคอทท์ และยังเป็นโครงการ Branded Residence แห่งแรกที่บริษัทจะเข้ามาบริหาร ถือเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว

ความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน
แอสคอทท์ยังคงให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้โปรแกรม “Ascott Cares” โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และการตั้งเป้าหมาย Net Zero นอกจากนี้ยังมุ่งสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการ “Shoes to School” และการสนับสนุนมูลนิธิต่างๆ
ที่สำคัญคือ แอสคอทท์กำลังดำเนินการให้โครงการที่พักทุกแห่งทั่วโลกได้รับการรับรองมาตรฐาน GSTC (Global Sustainable Tourism Council) ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการรับรองแล้ว 20 แห่ง และตั้งเป้าให้ครบทุกแห่งภายในปี 2028 เพื่อตอกย้ำความจริงจังในการสร้างธุรกิจที่เติบโตควบคู่ไปกับความยั่งยืน
–ศุภาลัย เปิดทุกดีเทล เจาะลึกถึงโครงสร้างและวัสดุ พิสูจน์คุณภาพบ้านตัวจริง ใน SUPALAI EXPERIENCE HOME





