ในยุคที่ภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวเป็นประเด็นใกล้ตัวมากขึ้น การเลือกที่อยู่อาศัยที่แข็งแรงและปลอดภัยจึงมีความสำคัญสูงสุด ศ.ดร.อมร พิมานมาศ – นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมคอนกรีตหล่อสำเร็จไทย ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทยที่ไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด แม้เราจะไม่ได้อยู่ใน “วงแหวนไฟ” เหมือนญี่ปุ่น แต่ก็มีรอยเลื่อนที่มีพลังถึง 14 รอยเลื่อน และปัจจัย “ชั้นดินอ่อน” ในกรุงเทพฯ ที่สามารถขยายแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวในระยะไกลให้รุนแรงขึ้นได้ สิ่งนี้ตอกย้ำความจำเป็นของการออกแบบและก่อสร้างอาคารที่แข็งแรงเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้อยู่อาศัย
Inno Precast: ผนังรับแรงเพื่อบ้านที่มั่นคงกว่า
ทรงศักดิ์ ปิยะวรรณรัตน์ – รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโน พรีคาสท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูปด้วยเทคโนโลยีอัตโนมัติ 100% จากเยอรมนีและอิตาลี ได้อธิบายถึงคุณสมบัติเด่นของ Precast ว่าแตกต่างจากการก่อสร้างแบบก่ออิฐฉาบปูนทั่วไปอย่างมาก โครงสร้างที่ใช้ Precast โดยเฉพาะระบบผนังรับแรงที่เชื่อมต่อกันเป็นบล็อก จะมีความแข็งแรงและทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ดีกว่า
ซึ่งจากการสำรวจความเสียหายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา โครงสร้างที่ใช้ Precast ไม่พบการแตกร้าวที่กระทบโครงสร้างหลักเลย นอกจากนี้ Precast ในปัจจุบันยังได้รับการพัฒนาให้สามารถปรับเปลี่ยนหรือต่อเติมได้ ด้วยการออกแบบผนังบางส่วนให้เป็น Non-bearing Wall หรือผนังที่ไม่รับแรง ทำให้เจ้าของบ้านสามารถปรับฟังก์ชันการใช้งานได้ตามต้องการ เช่น การเชื่อมต่อห้องนอน หรือการขยายพื้นที่ครัว ถือเป็นการแก้ Pain Point เดิมของ Precast ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Inno Precast ยังเป็นบริษัทแรกและบริษัทเดียวในประเทศไทยที่นำเทคโนโลยี Carbon Cure จากแคนาดามาใช้ในกระบวนการผลิต Precast ซึ่งเป็นการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับเข้าไปในคอนกรีตขณะผสม ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับคอนกรีต และยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 3,000 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 30,000 ต้นต่อปี ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมและได้รับใบรับรอง Carbon Footprint Reduction (CFR) ฉลากทองลดคาร์บอน
พฤกษาเปิดตัว ‘พาทิโอ กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน’ ตอกย้ำความปลอดภัยและไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืน
พฤกษา เรียลเอสเตท รุกตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบด้วยการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าสุด “พาทิโอ กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน” ทาวน์โฮม 3.5 ชั้น ดีไซน์ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยหน้ากว้างถึง 10 เมตร และพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเทียบเท่าบ้านเดี่ยวถึง 340 ตารางเมตร โครงการนี้ชูแนวคิด Biophilic Design ผสานธรรมชาติสู่การใช้ชีวิต ด้วย Pocket Garden ในทุกชั้นของบ้าน
พิเชษฐ วิจิตรชำนาญ –รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจ 2 บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เผยว่า โครงการพาทิโอ กรุงเทพกรีฑา-วงแหวน เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของปีนี้ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของพฤกษาในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่เข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยจากแผ่นดินไหว ด้วยการนำเทคโนโลยี Precast มาใช้ ซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ด้านคุณภาพชีวิต แต่ยังยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในยุคที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติใกล้ตัวมากขึ้น
การออกแบบโครงสร้างของ Inno Precast เป็นไปตามมาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และมาตรฐาน ACI (American Concrete Institute) ควบคู่ไปกับการทดสอบโครงสร้างและจุดเชื่อมต่อร่วมกับสถาบัน AIT เพื่อให้มั่นใจว่าทุกชิ้นส่วนมีความแข็งแรงสูงสุด สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 8.5 แมกนิจูดในระยะ 65 กิโลเมตร ซึ่งสูงกว่าระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวในประเทศไทย
เทรนด์การสร้างบ้านยุคใหม่: ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความยั่งยืน
พฤกษามองเทรนด์การสร้างบ้านในยุคใหม่ว่าจะเน้นไปที่ Eco-system ของการอยู่อาศัย ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องความปลอดภัย ความสะดวกสบาย และความยั่งยืน การนำเทคโนโลยี Precast มาใช้ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม และยังสอดคล้องกับชื่อ “พฤกษา” ที่มีความหมายถึงต้นไม้
นอกจากนี้ การออกแบบบ้านยังคำนึงถึง Customer Insight และไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป เช่น การจัดสรรพื้นที่ Pocket Garden เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น รวมถึงการปรับฟังก์ชันการใช้สอยให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ เช่น การจัดวางเครื่องซักผ้าไว้ที่ชั้นบน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน
ข้อคิดสำหรับผู้บริโภคในการเลือกที่อยู่อาศัยในยุคแผ่นดินไหว
ศ.ดร.อมร แนะนำผู้บริโภคที่กำลังมองหาบ้านว่า ควรพิจารณาจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่
–วิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ผู้รับผิดชอบงานออกแบบ
–คุณภาพของวัสดุ โดยเฉพาะปูนและเหล็ก
–ผลการทดสอบ ที่แสดงถึงความแข็งแรงของโครงสร้าง
–มาตรฐานการออกแบบ ที่ต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงแผ่นดินไหวฉบับล่าสุด (ปี 2564) ซึ่งครอบคลุม 43 จังหวัดทั่วประเทศ และมีการแบ่งโซนความเสี่ยง (เฝ้าระวัง, ดินอ่อน, รอยเลื่อนชัดเจน) เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่นั้นๆ
การลงทุนในความปลอดภัยนี้แม้จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความอุ่นใจที่ได้รับในระยะยาว และในอนาคต อาจมีการนำระบบเซ็นเซอร์และ AI มาใช้ในอาคารสูงเพื่อแจ้งข้อมูลการสั่นสะเทือนแบบเรียลไทม์ ทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความมั่นใจและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหว
ภาพรวมธุรกิจ Inno Precast และแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์
Inno Precast ได้ขยายตลาดไปยังลูกค้ารายอื่น ๆ นอกเหนือจากพฤกษา เช่น เสนาดีเวลลอปเม้นท์, บริทาเนีย ออริจิ้น รวมถึงรับงานโครงสร้างสำหรับอาคารสูงและงานเสา-คานสำเร็จรูปสำหรับโรงงานและบ้านเดี่ยวทั่วไป โดยตั้งเป้ารายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทในปีนี้ แม้สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจโดยรวมยังคงชะลอตัว แต่คาดว่าตลาดจะค่อยๆ ฟื้นตัวในปีถัดไป เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่
โดย Inno Precast มุ่งเน้นการแข่งขันด้วยคุณภาพและความรวดเร็วในการก่อสร้าง ซึ่งใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์ในการติดตั้งผนัง Precast สำหรับบ้านหนึ่งหลัง ซึ่งเร็วกว่าการก่อสร้างแบบดั้งเดิมมาก
การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี Precast ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของพฤกษาในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาทั้งความสะดวกสบาย ความยั่งยืน และความอุ่นใจในการใช้ชีวิต







