กระแสการตื่นตัวเรื่องความยั่งยืนในปัจจุบัน กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่ภาคธุรกิจมักมองการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นเพียงกิจกรรม CSR (Corporate Social Responsibility) หรือการจ่ายเงินทำกิจกรรมเพื่อสังคมแบบฉาบฉวย สู่การก้าวเข้าสู่โมเดล CSV (Creating Shared Value) หรือการสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
ความเปลี่ยนแปลงนี้ถูกบีบบังคับด้วยปัจจัยระดับโลกอย่างวิกฤตสภาพภูมิอากาศแปรปรวนสุดขั้ว (Climate Change) รวมถึงเกณฑ์การค้าใหม่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดเรื่อง Scope 1, Scope 2, Scope 3 และเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยในปี 2050 ที่กำลังกลายเป็นกำแพงการค้าสำคัญ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งหันมาขับเคลื่อนเรื่องคาร์บอนเครดิตอย่างคึกคัก
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับการปลูกป่าคาร์บอนเครดิตในอดีต คือการปลูกต้นไม้สายพันธุ์เดียวเรียงเป็นหน้ากระดาน ซึ่งในระยะยาวไม่สามารถสร้างระบบนิเวศที่แท้จริงได้ หรือเมื่อทำกิจกรรมและถ่ายภาพข่าวเสร็จสิ้น ผืนป่านั้นกลับถูกทิ้งร้างโดยไม่มีผู้ดูแล และไม่ได้สร้างผลประโยชน์ใดๆ ให้แก่คนในพื้นที่
ธนาคารกรุงเทพ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ขับเคลื่อนโครงการ “บัวหลวง Save the Earth” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ Flagship ด้าน ESG และ Net Zero โดยจับมือกับชุมชนบ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี นำร่องเปลี่ยนพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและเขาหัวโล้นกว่า 200 ไร่ ให้กลายเป็น “ป่าชุมชนหลากสี”
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงแนวคิดเบื้องหลังโครงการนี้ว่า เป็นแนวทางการจัดการป่ารูปแบบใหม่ในลักษณะป่าชุมชน ซึ่งจากการศึกษาพบว่าผืนป่าที่ภาครัฐดูแลเพียงฝ่ายเดียวมักประสบปัญหาป่าเสื่อมโทรมและมีการลักลอบตัดไม้ แต่หากเปลี่ยนเป็นป่าที่ชุมชนเข้มแข็งได้รับมอบหมายสิทธิในการดูแล ป่าจะมีความอุดมสมบูรณ์และงอกงามกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทางธนาคารจึงเลือกชุมชนบ้านถ้ำเสือซึ่งเป็นชุมชนที่มีผู้นำและชาวบ้านเข้มแข็ง เพื่อร่วมกันทำป่าชุมชนรวมประมาณ 3 ผืนป่า พื้นที่รวมกว่า 1,000 ไร่
สำหรับพื้นที่นำร่อง 200 ไร่ของโครงการป่าชุมชนหลากสีนี้ ธนาคารกรุงเทพได้ฉีกกรอบการปลูกป่าแบบเดิมด้วยการจัดโครงการประกวดออกแบบผังป่าชุมชนหลากสี ชิงเงินรางวัลรวม 250,000 บาท (รางวัลประเภทบุคคลทั่วไปและนักศึกษา) เพื่อดึงไอเดียจากคนรุ่นใหม่มาเปลี่ยนป่าให้เป็นสวนและแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในตัว โดยนำแนวคิดมาจากป่าเปลี่ยนสีที่อาราชิยาม่า เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีทีมสมัครเข้าแข่งขันกว่า 160 ทีม และได้รับการคัดเลือกสู่รอบที่สองจำนวน 10 ทีม เพื่อลงพื้นที่จริงในการสำรวจภูมิประเทศและชั้นหิน ก่อนจะนำไอเดียของผู้ชนะมาจัดทำเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) ในการพัฒนาพื้นที่ร่วมกับชาวบ้านต่อไป
ความโดดเด่นของโปรเจกต์นี้คือการประสานพลังร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วนเพื่อความยั่งยืน ได้แก่
- สำนักงานทรัพยากรข้อมูลน้ำ (สสน.) เข้ามาจัดการระบบน้ำด้วยการสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี (น้ำที่ปล่อยมาจากแก่งกระจาน) ขึ้นสู่ยอดเขาที่แห้งแล้ง แล้วปล่อยให้ไหลเวียนลงมาตามเส้นทางธรรมชาติ เกิดเป็นลำธาร แอ่งน้ำ และน้ำตกเทียม เพื่อสร้างความชุ่มชื้นแก่ผืนป่า
- สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดทำโป่งผีเสื้อเทียมเพื่อดึงดูดผีเสื้อในพื้นที่ เช่น จากแคมป์บ้านกร่าง ให้เข้ามาอยู่อาศัยร่วมกับพื้นที่ดอกไม้หลากสี
- สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ทำหน้าที่ร่วมขับเคลื่อนการทำงานและประสานงานร่วมกับคนในชุมชน
- กรมป่าไม้ ร่วมเป็นพันธมิตรสนับสนุนการดูแลผืนป่าชุมชน ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการส่งเสริมป่าชุมชนทั่วประเทศกว่า 20,000 แห่ง นอกจากนี้ธนาคารยังมีแผนงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในส่วนของป่าชายเลนต่อไปด้วย
โครงการนี้ตั้งเป้าหมายว่าภายในระยะเวลา 3 ปี ผืนป่าแห่งนี้จะถูกเปลี่ยนโฉมอย่างสมบูรณ์ โดยมีการแบ่งพื้นที่จัดสรรพันธุ์ไม้หลากสีสัน เช่น โซนป่าไผ่ ต้นหางนกยูงดอกสีแดง ต้นคูนดอกสีเหลือง โซนดอกไม้ และจุดชมวิวรอบภูเขา รวมถึงเส้นทางวิ่งและเส้นทางจักรยาน ซึ่งจะกลายเป็นจุดเช็คอินและแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่ระบบโฮมสเตย์ของชุมชนบ้านถ้ำเสือ
การขับเคลื่อนพิมพ์เขียวป่าชุมชนหลากสีในครั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพมุ่งหวังให้เป็นแรงบันดาลใจและโครงการนำร่อง เพื่อให้ชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศสามารถนำไปปรับใช้เป็นต้นแบบในการสร้างมูลค่าที่แท้จริงให้กับผืนป่าชุมชน และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว เช่น วิกฤตดินโคลนถล่มจากเขาหัวโล้นและการเผาพื้นที่การเกษตรได้อย่างยั่งยืน






