ไปรษณีย์ไทย ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ไทยสู่ยุค “Green Logistics” เต็มรูปแบบ เดินหน้าขยายการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และพลังงานทางเลือก พร้อมกางแผนบริหารจัดการต้นทุนพลังงานครบวงจรผ่านระบบ Data-Driven หวังลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้สูงสุดถึง 40% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สร้างเสถียรภาพการขนส่งรองรับการเติบโตของ E-Commerce ทั่วประเทศ
ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า องค์กรกำลังเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ขนส่งสีเขียวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการที่เสถียรและต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญคือการใช้ข้อมูล (Data-Driven Logistics) เข้ามาวิเคราะห์เพื่อวางแผนเส้นทางและเชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์คัดแยก ซึ่งจะช่วยให้สามารถควบคุมต้นทุนและรองรับความต้องการของกลุ่ม SME และธุรกิจ E-Commerce ได้อย่างแม่นยำ
กางแผนเชิงรุก รับมือวิกฤตต้นทุนพลังงาน เพื่อให้การขนส่งไม่สะดุด ไปรษณีย์ไทยได้เตรียมแผนรองรับสถานการณ์ด้านพลังงานผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก:
- Real-time Monitoring: จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการติดตามสถานการณ์ (War Room) เพื่อประเมินราคาและปริมาณพลังงานแบบทันท่วงที
- Fuel Management: ขยายการใช้ระบบ Fleet Card และร่วมมือกับพันธมิตรสถานีบริการน้ำมันเพื่อสำรองเชื้อเพลิง
- Emergency Connectivity: เตรียมแผนรองรับกรณีน้ำมันขาดแคลน โดยประสานเครือข่ายพันธมิตรรถยนต์ไฟฟ้า และปรับรูปแบบการขนส่งบางส่วนไปสู่ระบบราง
ยุทธศาสตร์ระยะยาว: มุ่งสู่พลังงานสะอาด 100%
ในอนาคต ไปรษณีย์ไทยมีเป้าหมายเร่งรัดการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ณ ศูนย์ไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อผลิตพลังงานสะอาดใช้เองและลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งจากการทดสอบพบว่าการใช้รถ EV ช่วยลดต้นทุนพลังงานได้เฉลี่ย 30–40% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 20–30% เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาป
การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการเสริมความยืดหยุ่นให้โครงข่ายโลจิสติกส์ไทยมีความแข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
–เซ็นทรัลพัฒนา ผนึก มช. เปิดแคมเปญ “Share the Air” ชวนส่งต่ออากาศสะอาดสู้ภัย PM 2.5 ภาคเหนือ







