แม้ Apple จะเดินหน้าลดการพึ่งพาชิปจากภายนอกด้วยการพัฒนาโมเด็มขึ้นมาใช้เองอย่างเป็นรูปธรรม แต่ความเป็นจริงในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่มีใครสามารถก้าวข้ามกำแพงสิทธิบัตรไร้สายของ Qualcomm ไปได้
ล่าสุด Qualcomm ได้ประกาศต่อสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรระดับโลก (Global Patent License Agreement) กับทาง Apple อย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2027 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการต่อเวลาความสัมพันธ์ทางการเงินและการใช้เทคโนโลยีระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการเทคโนโลยีโลกออกไปอีกระลอก
แถลงการณ์จาก Qualcomm ระบุคำกล่าวสั้นๆ ของ John Han รองประธานบริหารและผู้จัดการทั่วไปของ Qualcomm Technology Licensing (QTL) ว่า บริษัทมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรกับ Apple ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับมูลค่าทางการเงิน กรอบระยะเวลาสิ้นสุดของสัญญาใหม่ หรืออัตราค่าธรรมเนียมรอยัลตีต่อเครื่องอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเงื่อนไขทางธุรกิจเป็นความลับทางการค้า แต่มีรายงานและการประเมินว่า Apple จ่ายค่าสิทธิบัตรให้ Qualcomm อยู่ที่ราว 8 ถึง 9 ดอลลาร์สหรัฐต่อเครื่อง ซึ่งรายได้จากค่าไลเซนส์นี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดของ Qualcomm ในไตรมาสล่าสุด
สัญญาฉบับใหม่นี้ถือเป็นความต่อเนื่องจากการเจรจายุติข้อพิพาทครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 2019 หลังจากที่ทั้งคู่เคยเปิดศึกฟ้องร้องกันอย่างดุเดือดทั่วโลก ทั้งในสหรัฐฯ เยอรมนี จีน และออสเตรเลีย รวมถึงการเข้าตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐฯ (FTC) ซึ่งคราวนั้น Apple ได้ตกลงเซ็นสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิบัตรและสัญญาจัดหาชิปเป็นเวลา 6 ปี พร้อมเงื่อนไขขยายเวลาได้อีก 2 ปี ซึ่ง Apple ได้ใช้สิทธิ์ขยายเวลาดังกล่าวไปเมื่อปี 2024 ส่งผลให้สัญญาเดิมสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2027 การต่อสัญญาใหม่ล่วงหน้าในครั้งนี้จึงช่วยปิดประตูความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามทางกฎหมายรอบใหม่ได้อย่างเด็ดขาด
สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือ สัญญาฉบับนี้แยกส่วนชัดเจนระหว่าง “สัญญาซื้อขายชิปฮาร์ดแวร์” และ “สัญญาค่าธรรมเนียมสิทธิบัตร” แม้ในปัจจุบัน Apple จะเริ่มนำชิปโมเด็มที่ออกแบบเองอย่าง C2 มาติดตั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ iPhone 18 Pro ในบางภูมิภาค ขณะที่รุ่น iPhone 18 Pro Max ในสหรัฐฯ ยังคงใช้โมเด็ม Snapdragon X80 ของ Qualcomm ต่อไปก็ตาม แต่อุปกรณ์ทุกเครื่องที่ต้องการเชื่อมต่อกับเครือข่าย 5G ทั่วโลก จำเป็นต้องทำงานบนสิทธิบัตรมาตรฐานที่จำเป็น (Standard Essential Patents: SEPs) ซึ่งอยู่ภายใต้ข้อกำหนด FRAND (Fair, Reasonable, and Non-Discriminatory) ของกลุ่ม 3GPP ซึ่งสิทธิบัตรรากฐานสำคัญเหล่านี้เป็นของ Qualcomm ทำให้ Apple ไม่สามารถออกแบบระบบหลบเลี่ยงได้ และต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรให้กับ Qualcomm ต่อไปในทุกเครื่องที่วางจำหน่าย ไม่ว่าจะใช้ชิปโมเด็มของใครก็ตาม
การต่อสัญญาครั้งนี้สร้างความแน่นอนด้านกระแสเงินสดและผลกำไรให้กับกลุ่มธุรกิจ QTL ของ Qualcomm ซึ่งมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงกว่าธุรกิจชิป ขณะเดียวกัน Qualcomm ก็กำลังเร่งกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจเพื่อรองรับการที่ Apple จะทยอยลดการสั่งซื้อโมเด็มลง ผ่านการรุกขยายสู่โครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล (AI Data Center) รวมถึงการจับมือกับพันธมิตรอย่าง Meta และการเข้าซื้อกิจการ Modular มูลค่า 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ Qualcomm ยังคงรักษาความแข็งแกร่งทางการเงินได้อย่างมั่นคง แม้บทบาทในฐานะผู้ผลิตชิปให้ Apple จะค่อยๆ เปลี่ยนผ่านไปตามกาลเวลาก็ตาม




