AWS ประกาศยกเลิกใช้ NDA กับภาครัฐ สยบกระแสต้านสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วสหรัฐฯ

AWS ประกาศยกเลิกใช้ NDA กับภาครัฐ สยบกระแสต้านสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วสหรัฐฯ

Amazon Web Services (AWS) ประกาศยุติการทำข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล (Non-Disclosure Agreement: NDA) ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในกระบวนการขออนุมัติโครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่อย่างเป็นทางการ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับการขาดความโปร่งใสและผลกระทบต่อชุมชน

Matt Garman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ AWS ระบุผ่านบทความบนบล็อกของบริษัทว่า AWS ไม่ใช้ข้อตกลง NDA กับหน่วยงานภาครัฐในโครงการต่างๆ อีกต่อไป หลังจากที่ผ่านมา การเซ็นสัญญาปกปิดข้อมูลกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของแรงต้านจากสังคม โดยนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมอย่าง อีริน บร็อคโควิช (Erin Brockovich) ชี้ว่า ปัญหาอันดับหนึ่งของดาต้าเซ็นเตอร์คือการขาดความโปร่งใส ทั้งกรณีการประกาศโครงการหลังได้รับใบอนุญาตแล้ว ผู้พัฒนาติดต่อไม่ได้ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแอบเซ็นสัญญาปกปิดข้อมูลก่อนที่คนในชุมชนจะรับรู้

การยกเลิกสัญญาปกปิดข้อมูลครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังไมโครซอฟท์ (Microsoft) ที่ประกาศนโยบายเดียวกันไปก่อนหน้านี้ราวครึ่งปี อีกทั้งยังเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลัง เจมี รัสกิน (Jamie Raskin) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เริ่มดำเนินการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทั้ง Amazon, Google, Meta และ Oracle เกี่ยวกับการใช้ข้อตกลง NDA โดยรัสกินพบว่า สัญญาของ Amazon ที่ผ่านมาทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลที่มีการนิยามอย่างกว้างขวางว่าเป็นข้อมูลกรรมสิทธิ์หรือข้อมูลลับ ส่งผลให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าข้อมูลใดบ้างที่เผยแพร่สู่สาธารณะได้ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการใช้บริษัทบังหน้า (Shell Company) เพื่อปกปิดตัวตนของบริษัทในการยื่นโครงการ ซึ่งทางผู้บริหารยังไม่ได้ชี้แจงในจุดนี้

แรงต้านทานที่ลุกลามส่งผลให้รัฐนิวยอร์กประกาศระงับการออกใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เป็นเวลา 1 ปี และมีพื้นที่ทั่วสหรัฐฯ อีกมากกว่า 100 แห่งที่กำลังพิจารณามาตรการระงับโครงการเช่นกัน โดยการ์แมนเตือนว่า หากมาตรการเหล่านี้มีผลบังคับใช้ สหรัฐฯ อาจกลายเป็นผู้แพ้ในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วอายุคน ซึ่งประเทศไม่สามารถตกอยู่ในจุดนั้นได้

การ์แมนยังพยายามชี้แจงเพื่อหักล้าง 4 ข้อกังวลสำคัญต่อดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ ปริมาณการใช้น้ำ อัตราค่าไฟฟ้า มลพิษ และการสร้างประโยชน์ให้ชุมชน โดยระบุว่าการใช้น้ำโดยตรงของดาต้าเซ็นเตอร์คิดเป็นเพียง 0.5% ของการใช้น้ำในภาคอุตสาหกรรมสหรัฐฯ ซึ่งน้อยกว่าสนามกอล์ฟและการปลูกอัลมอนด์อย่างมาก แม้ว่าก่อนหน้านี้ Nvidia จะเผยว่าระบบหล่อเย็นแบบใหม่ช่วยตัดการใช้น้ำภายในศูนย์ข้อมูลได้เกือบหมด แต่นักวิทยาศาสตร์ยังมองว่าข้อมูลเหล่านี้มักมองข้ามการใช้น้ำทางอ้อมจากการผลิตไฟฟ้าและการผลิตชิป อีกทั้งยังไม่มีข้อกำหนดจากภาครัฐให้รายงานข้อมูลอย่างเป็นทางการ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างเป็นอิสระ

ด้านประเด็นค่าไฟฟ้า การ์แมนแย้งว่าค่าไฟที่พุ่งสูงในบางพื้นที่เกิดขึ้นเพราะโครงข่ายไฟฟ้าเดิมทรุดโทรมและขาดการลงทุนรองรับ ไม่ใช่เพราะดาต้าเซ็นเตอร์โดยตรง ทว่าองค์กรตรวจสอบอิสระกลับเปิดเผยข้อมูลแย้งว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นตัวการหลักที่ผลักดันให้อัตราค่าไฟฟ้าบนโครงข่ายไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ พุ่งขึ้นถึง 76% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

เพื่อลดความตึงเครียดกับชุมชน AWS ได้ประกาศเปิดตัวโครงการ “Built Together” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาท้องถิ่นทั่วสหรัฐฯ พร้อมให้คำมั่นว่าจะช่วยแบกรับต้นทุนการอัปเกรดระบบสาธารณูปโภคเพื่อไม่ให้กระทบค่าไฟของประชาชนในพื้นที่ ประสานงานเรื่องภาษีเพื่อนำไปพัฒนาชุมชนอย่างตรงจุด สนับสนุนองค์กรไม่แสวงหากำไร สร้างงาน และออกแบบศูนย์ข้อมูลให้ประหยัดพลังงานและน้ำอย่างยั่งยืน

ที่มา 1 , 2 , 3

–Anthropic ทุ่มงบ 100 ล้านดอลลาร์ เปิดตัว Claude Frontier Academy ปั้นวิศวกร AI ระดับองค์กร 10,000 คน