สองยักษ์ใหญ่โทรคมนาคมไทย AIS และ True Corporation ยืนยันความพร้อมรับมือสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง มั่นใจระบบเคเบิลใต้น้ำและโครงข่ายอินเทอร์เน็ตมีเสถียรภาพสูง พร้อมสำรองเส้นทางเชื่อมต่อทั่วโลก ย้ำทราฟฟิกฝั่งยุโรปมีสัดส่วนน้อย ไม่กระทบการใช้งานภาพรวม
AIS เตรียมมาตรการเชิงรุก
AIS เผยว่าได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจเพื่อดูแลโครงข่ายทั้งในและต่างประเทศ โดยมีการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรเครือข่ายทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางสำรองอย่างเหมาะสม เพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการสูงสุดในทุกมิติ แม้จะมีปัจจัยแวดล้อมด้านพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้อง
จากการประเมินพบว่า ปัจจุบันสายเคเบิลที่ผ่านพื้นที่เสี่ยงในตะวันออกกลาง คิดเป็นสัดส่วนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อไปยังโซนยุโรปน้อยกว่า 10% เท่านั้น AIS จึงมั่นใจว่าสามารถจำกัดผลกระทบให้อยู่ในวงแคบและรักษาเสถียรภาพการใช้งานของลูกค้าได้ต่อเนื่อง
True ชูโครงข่ายยืดหยุ่น
ทางด้าน True Corporation ระบุว่าระบบโครงข่ายถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นสูง (Redundancy) โดยใช้ระบบเคเบิลใต้น้ำ SJC2 ที่เชื่อมต่อระหว่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเส้นทางอิสระแยกตัวออกจากพื้นที่เสี่ยงอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมต่อโดยตรงกับพันธมิตรระดับ Tier 1 ทั่วโลกกว่า 30 ราย
คูรัม อัชฟาค หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเครือข่ายของ True ยืนยันว่าปริมาณทราฟฟิกที่เชื่อมต่อไปยังยุโรปและตะวันออกกลางมีสัดส่วนไม่ถึง 5% พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์เคเบิลใต้น้ำขัดข้องในอ่าวเปอร์เซียเมื่อเดือนกันยายน 2568 ซึ่งครั้งนั้นระบบของ True ไม่ได้รับผลกระทบและยังคงให้บริการได้ตามปกติ เป็นการพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของระบบสำรองอัตโนมัติได้เป็นอย่างดี
ยกระดับความเชื่อมั่นด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญ
ทั้งสองค่ายได้จัดตั้ง War Room และทีมวิศวกรเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้ทันที โดยมุ่งเน้นการประสานงานกับพันธมิตรนานาชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าการสื่อสารดิจิทัลของประเทศไทยจะไม่สะดุด แม้ในสภาวะความตึงเครียดระดับโลก
–Huawei เปิดตัวโซลูชัน U6GHz พลิกโฉม 5G-A ปูพรมรับยุค Mobile AI และ 6G เต็มตัว







