เงินร้อนรั้งเศรษฐกิจไทย 64

90 views

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้เผยแพร่ข้อมูลโดยระบว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นจากภาคการส่งออกเศรษฐกิจไทยปี 2564มีแนวโน้มฟื้นตัวจากภาคการส่งออกตามการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯที่ยังมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายการคลังของประธานาธิบดีไบเดนที่เน้นเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนระดับล่างและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องทั้งอัตราดอกเบี้ยต่ำลากยาว และมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง ขณะที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ น่าจะปรับตัวดีขึ้นได้ แม้จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อยู่เป็นระยะๆ

นอกจากนี้ เศรษฐกิจคู่ค้าสำคัญของไทย เช่น จีน ญี่ปุ่น อาเซียน และยุโรป ก็จะมีการเติบโตที่เร่งแรงขึ้นจากปีนี้ ตามการฟื้นตัวของการส่งออกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ และเมื่อการส่งออกสินค้าฟื้นตัวภาคการผลิตก็จะเร่งขึ้น
แม้การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ภาคตะวันออกหรือการลงทุนภาคเอกชนใหม่ๆ อาจล่าช้าตามการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างชาติ แต่จากกำลังการผลิตที่ขยับขึ้นจะทำให้เกิดการจ้างงาน การขยายชั่วโมงการทำงาน ส่งผลให้รายได้ของครัวเรือนและกำลังซื้อโดยรวมดีขึ้น ซึ่งสอดรับกับรายได้ภาคเกษตรปีหน้าที่มีทิศทางสดใสขึ้นตามปริมาณผลผลิตที่น่าจะ ฟื้นตัวดีขึ้นหลังเผชิญปัญหาภัยแล้งในปีนี้ และน่าจะส่งเสริมให้การบริโภคสินค้ามีการเติบโตที่ดีขึ้นและมีการกระจายตัวจากสินค้าไม่คงทนในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไปสู่สินค้าคงทนโดยเฉพาะรถยนต์ได้ในช่วงครึ่งหลังของปีหน้าหลังการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมีความชัดเจนและสนับสนุนให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคขยับสูงขึ้นในส่วนแรงสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐน่าจะยังมีต่อเนื่อง ทั้งจากมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการท่องเที่ยวในประเทศ รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่อาจขยับเป็นโครงการจ้างงานในพื้นที่ชนบทเพื่อให้เกิดรายได้ในท้องที่ได้ดีขึ้น

ในส่วนมาตรการทางการเงินทางธปท.ไม่น่าจะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมแต่น่าจะมีการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมมาช่วยสนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กเป็นมาตรการที่ตรงจุดแทน และอาจผ่อนคลายเกณฑ์ต่างๆ เพื่อสนับสนุนให้สินเชื่อเติบโตได้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี ปัจจัยเสี่ยงของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยน่าจะอยู่ที่ภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพราะกว่าที่จะสามารถเปิดประเทศให้ต่างชาติเดินทางได้สะดวกมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ธุรกิจกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร การขนส่งและภาคการค้าปลีกต่างยังประสบปัญหาขาดรายได้ และอาจทำให้การจ้างงาน การใช้จ่ายของคนในกลุ่มนี้ยังฟื้นตัวช้า โดยสรุปเรามองว่าเมื่อประเทศสำคัญเริ่มเปิดกิจกกรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น แม้โควิด-19 ยังคงมีการระบาดอยู่บ้าง แต่ด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ประกอบกับฐานที่ต่ำในปีก่อน เศรษฐกิจโลกปีหน้าน่าจะฟื้นตัวได้ดี ซึ่งจะสนับสนุนการส่งออกสินค้าของไทยและเป็นปัจจัยผลักดันเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ระวังเงินร้อนฉุดบาทแข็ง แม้เศรษฐกิจปีหน้ากำลังฟื้นตัวได้ดีขึ้นผ่านเครื่องจักรสำคัญคือภาคการส่งออกสินค้า แต่ปัจจัยเสี่ยงของปีหน้าก็คือตัวแปรสำคัญที่กระทบภาคการค้าระหว่างประเทศนั่นคือ ค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจแข็งค่าเทียบประเทศคู่ค้าสำคัญรายอื่นๆ ของไทยด้วย โดยเงินบาทที่แข็งค่ามาจากสองปัจจัย ปัจจัยแรก เกิดจากการเกินดุลการค้าที่มากขึ้นตามการส่งออก ขณะที่การนำเข้าโดยเฉพาะการนำเข้าเครื่องจักรอาจยังไม่เติบโตมากนักตามการลงทุนภาคเอกชนที่ยังฟื้นตัวช้า และปัจจัยที่สอง คือ กระแสเงินไหลเข้าในตลาดทุนที่มากขึ้น
ทั้งจากการคลายความกังวลในวิกฤติเศรษฐกิจ จากสภาพคล่องที่ล้นระบบตลาดการเงินในประเทศสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ ส่งผลให้เงินลงทุนเก็งกำไรจากต่างชาติเข้ามาในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย ซึ่งเงินร้อน หรือเงินลงทุนหวังผลกำไรระยะสั้นจากสภาพคล่องที่ล้นเหล่านี้ ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานของไทยที่เกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องน่าจะมีส่วนสำคัญให้เงินบาทแข็งค่าได้เร็วในปีหน้า โดยเรามองว่าเงินบาทที่แข็งค่าได้ถึง 6% จากปลายปีนี้หรือไปแตะระดับ
28.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ปลายปีหน้านี้ อาจมีผลให้การส่งออกสินค้าเติบโตได้ช้าลงกว่ากรณีที่เงินบาทไม่ได้แข็งเช่นที่คาดนี้

แม้การส่งออกรูปดอลลาร์สหรัฐฯยังเป็นบวกตามความต้องการที่ดีขึ้นในตลาดโลกบาทที่แข็งค่าเร็วและแรงอาจดูเป็นไปได้ยากแต่หากดูภาพการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่แข็งค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ หลังวิกฤติการเงินโลกในปี 2551 ช่วงเฟดทำ QE
ต่อเนื่องและหลังตลาดคลายความกังวลในสภาพคล่องรูปดอลลาร์สหรัฐฯ เราอาจได้เห็นเงินร้อนท่วมตลาดเกิดใหม่อีกรอบ
ผู้ส่งออกอาจลองหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินช่วยป้องกันความเสี่ยงจากบาทแข็งและหาทางถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯไว้ใช้จ่ายมากกว่าแลกกลับเป็นเงินบาทเพื่อลดต้นทุนจา กการแลกเปลี่ยนเงิน

สรุปแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2564 ในปี 2564 เราคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 4.1% ดีขึ้นจากที่คาดไว้ก่อนหน้าที่ 2.8% และคาดปีนี้ที่คาดว่าจะหดตัว 6.6% ดีขึ้นกว่าที่คาดจะหดตัว 7.5% การปรับมุมมองเชิงบวกมากขึ้นมาจากตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสสามที่ออกมาดีกว่าคาดและเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นได้เร็วจากมาตรการกระตุ้นในแต่ละประเทศ โดยเราอาจเห็นเศรษฐกิจไทยเริ่มขยายตัวจากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อนได้ในไตรมาสที่สองปีหน้า แต่ภาพของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวน่าจะมีความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง โดยแรงสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีกว่าคาดน่าจะมาจากการแจกจ่ายวัคซีนได้ ทั่วถึงที่จะช่วยให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาได้เร็ว ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยังคงเหมือนปีนี้ นั่นคือปัญหาการเมือง เงินบาทที่แข็งค่า การระบาดของเชื้อโควิด-19 รอบสอง และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนที่อาจดำเนินต่อแม้นายโจ ไบเดนเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงกระแสกีดกันโลกาภิวัตน์ที่ประเทศต่างๆ อาจเลือกใช้ของในประเทศเพื่อสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจในประเทศ หรือแม้แต่สนับสนุนการท่องเที่ยวภายในหรือกีดกันการเดินทางออกนอกประเทศแม้มีวัคซีนโควิด
เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศและป้องกันเงินรั่วไหลออกไปใช้จ่ายต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเปิดขนาดเล็กจะได้รับผลเชิงลบจากปัจจัยต่างประเทศผ่านการแข็งค่าของเงินบาทและการกีดกันการค้ามากกว่าปัจจัยการเมืองหรือการระบาดรอบสอง

เราคงต้องฝากความหวังกับทั้งกระทรวงการคลังและธปท.ในการสกัดเงินร้อนหรือหามาตรการเร่งให้เกิดความต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาทแต่ผมเชื่อว่ามาตรการเหล่านี้คงยากที่จะต้านทานกระแสเงินร้อนได้ เศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวในปีหน้าอาจเป็นในลักษณะที่ฟื้นเพียงภาคการส่งออกแต่อุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอหรือฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SMEs ที่ยังมีปัญหายอดขายเติบโตช้า หนี้เสียที่สูงขึ้นในระบบอาจส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อธุรกิจ ประกอบกับหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงมีผลให้คนระมัดระวังการใช้จ่าย ชั่วโมงการทำงานยังไม่กลับขึ้นไปเป็นปกติส่งผลให้รายได้ยังไม่กลับไปในช่วงก่อนโควิด ซึ่งในปีหน้านี้ เรายังคงอาจเห็นภาพเศรษฐกิจไทยที่แม้กำลังฟื้นตัวแต่จะเริ่มที่ภาคส่งออกก่อนที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะส่งผ่านมาช่วยพยุงภาคในประเทศ และอาจเห็นเศรษฐกิจในประเทศที่แข็งแกร่งชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังก่อนที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ชัดเจนก่อนวิกฤติโควิดในปี 2565