สหภาพยุโรป (EU) เริ่มบังคับใช้มาตรการยกเลิกเกณฑ์ยกเว้นอากรนำเข้าขั้นต่ำ (De Minimis) อย่างเป็นทางการแล้ว ส่งผลให้สินค้าทุกชิ้นที่ส่งเข้าไปยังตลาดยุโรปต้องเผชิญกับกระบวนการศุลกากรที่ซับซ้อนและต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ทว่าผลสำรวจล่าสุดจาก เฟดเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น (FedEx) กลับพบว่า ธุรกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ถึง 41% ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นหรือไม่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้
ตลาดยุโรปถือเป็นเป้าหมายหลักของผู้ส่งออกไทย โดยข้อมูลระบุว่าการค้าทวิภาคีระหว่างไทยและสหภาพยุโรปมีมูลค่าสูงกว่า 4.43 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบครั้งใหญ่ครั้งนี้จึงส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยทุกขนาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่จะเผชิญความล่าช้า ณ ด่านนำเข้า หากเอกสารและข้อมูลสินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดขึ้น
เปิด 3 อุปสรรคใหญ่ ทำธุรกิจปรับตัวไม่ทัน
ผลสำรวจของ FedEx ชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้ประกอบการจะรับรู้ถึงการเปลี่ยนผ่านกฎระเบียบนี้ แต่ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ในเชิงปฏิบัติ โดยอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ธุรกิจอีก 41% ยังไม่พร้อม มีดังนี้:
- ขาดคำแนะนำที่ชัดเจน: 27% ระบุว่าการเข้าถึงคำแนะนำที่สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้ยังมีจำกัด
- ขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ: 24% ขาดความเชี่ยวชาญภายในองค์กรเกี่ยวกับกฎระเบียบศุลกากรของ EU
- ตามเกณฑ์ใหม่ไม่ทัน: 22% เผชิญความท้าทายในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์และกรอบเวลา
ผลกระทบจากต้นทุนรวมสินค้า (Landed Costs) ที่เพิ่มขึ้นถึง 24% และภาระด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ส่งออกกว่า 1 ใน 3 (36%) ต้องปรับโครงสร้างราคาสินค้าในยุโรปแล้ว ขณะที่อีกครึ่งหนึ่งเริ่มเบนเข็มกระจายความเสี่ยงไปหาตลาดทางเลือกอื่น เช่น ภูมิภาคเอเชีย (28%) และสหรัฐอเมริกา (23%)
FedEx แนะเร่งใช้ระบบดิจิทัล ยกระดับโลจิสติกส์อุดรอยรั่ว
เพื่อช่วยให้ผู้ส่งออกไทยก้าวผ่านความท้าทายนี้ คุณศศธร ภาสภิญโญ กรรมการผู้จัดการเฟดเอ็กซ์ ประเทศไทย เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมด้านพิธีการศุลกากรและเอกสารนำเข้า พร้อมส่งต่อโซลูชันเพื่อสนับสนุนระบบการขนส่งข้ามพรมแดนอย่างเต็มรูปแบบ:
- เชื่อมต่อระบบดิจิทัล: พัฒนาแพลตฟอร์มขนส่ง ออกใบแจ้งหนี้ และระบบศุลกากรให้สอดคล้องกับข้อกำหนดข้อมูลใหม่ของ EU เพื่อรองรับระบบนำเข้าแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (IOSS) และรหัสระบุผลิตภัณฑ์ (PID)
- ที่ปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ: จัดทีมดูแลด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การจัดประเภทสินค้า และจัดทำคู่มือเชิงปฏิบัติผ่านศูนย์ข้อมูลออนไลน์
- ขยายเครือข่ายความเร็วสูง: เพิ่มเที่ยวบินขนส่งระหว่างเอเชียและยุโรปเป็น 26 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ช่วยให้การจัดส่งสินค้าด่วนทำได้ภายในเวลาเฉลี่ย 48 ชั่วโมง
การปรับตัวอย่างเท่าทันและการเลือกใช้เครื่องมือดิจิทัลที่ถูกต้อง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงจากต้นทุนแฝง และรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกไทยในตลาดยุโรปได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถศึกษาแนวทางรับมือเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูล FedEx Go-To Europe Hub





