วิมุต เปิดเกมรุก Metabolic Health ปักหมุด Growth Area ใหม่ ชูโมเดล Personalized Care รับมือวิกฤต NCDs คนไทย

วิมุต เปิดเกมรุก Metabolic Health ปักหมุด Growth Area ใหม่ ชูโมเดล Personalized Care รับมือวิกฤต NCDs คนไทย

โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เดินหน้ารุกตลาดบริการสุขภาพเฉพาะทาง เปิดตัว “ViMUT Metabolic Health and Endocrine” รับมือความท้าทายจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และตอบรับเทรนด์การแพทย์เฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) ภายใต้แนวคิด “เข้าใจความซับซ้อน เพื่อการดูแลที่เหมาะกับแต่ละบุคคล” วางโมเดลการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงระบบเผาผลาญ ฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย และพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อปักหมุดสู่การเป็นศูนย์กลางความเชี่ยวชาญด้าน Metabolic Health และการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

สถานการณ์ NCDs ในประเทศไทยถือเป็นวิกฤตสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า กลุ่มโรค NCDs อาทิ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็ง เบาหวาน และโรคปอดเรื้อรัง เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยถึง 74% หรือประมาณ 400,000 คนต่อปี สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 9.7% ของ GDP

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก WHO Thailand ชี้ว่า สัดส่วนคนไทยวัยทำงาน (อายุ 15–59 ปี) ที่มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เพิ่มขึ้นจาก 34.7% ในปี 2008–2009 เป็น 42.4% ในปี 2019–2020 ด้านความชุกของโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นเป็น 9.5% และความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นเป็น 25.4% สอดคล้องกับการประเมินของ International Diabetes Federation (IDF) ในปี 2024 ที่พบว่า ประเทศไทยมีผู้ใหญ่ป่วยเป็นเบาหวานถึง 6.36 ล้านคน หรือคิดเป็น 10.2% ของประชากรผู้ใหญ่

นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า พฤติกรรมผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนผ่านจากการรักษาเมื่อเกิดโรค ไปสู่การประเมินความเสี่ยงและวางแผนสุขภาพระยะยาว วิมุตจึงมอง Metabolic Health เป็น Growth Area สำคัญ เพราะสุขภาพระบบเผาผลาญไม่ได้จำกัดอยู่แค่น้ำหนักตัวหรือโรคอ้วน แต่เชื่อมโยงทั้งระบบฮอร์โมน องค์ประกอบร่างกาย และความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน การเปิดบริการนี้จึงต้องการเปลี่ยนบทสนทนาจาก “น้ำหนักเท่าไหร่” ไปสู่ “สุขภาพระบบเผาผลาญเป็นอย่างไร” เพื่อสร้างความแตกต่างจากตลาด Weight Management ทั่วไปที่เน้นการขายแพ็กเกจ ยา หรือเทคโนโลยีระยะสั้น

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ระบุว่า ผู้ป่วย NCDs มักมีความซับซ้อนทางสุขภาพที่เชื่อมโยงกัน การรักษาแบบแยกส่วนจึงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ผู้ป่วยสองคนที่มีน้ำหนักตัวเท่ากันอาจมีปัญหาซ่อนอยู่ไม่เหมือนกัน เช่น บางรายอาจมีไขมันในช่องท้องสูง หรือบางรายมีภาวะมวลกล้ามเนื้อลดลงร่วมกับภาวะก่อนเบาหวาน การดูแลจึงต้องอาศัยทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งแพทย์เฉพาะทาง นักกำหนดอาหาร และนักกายภาพบำบัด เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้านและออกแบบแผนการรักษาที่ตรงจุด

จากความซับซ้อนดังกล่าว วิมุตได้พัฒนา 5 เส้นทางการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (5 Clinical Pathways) ครอบคลุม:

  1. Metabolic Reset: สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน โรคอ้วน ไขมันพอกตับ ภาวะก่อนเบาหวาน หรือ Metabolic Syndrome
  2. Thyroid Wellness: สำหรับผู้ที่มีปัญหาความผิดปกติเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์
  3. Sarcopenic Obesity Care: สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินร่วมกับมวลหรือสมรรถภาพของกล้ามเนื้อลดลง
  4. Menopause & Weight: สำหรับผู้หญิงวัยกลางคนและวัยทองที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านน้ำหนัก ฮอร์โมน และระบบเผาผลาญ
  5. Diabetes Care: สำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ระยะต้นที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลและปัจจัยสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

ทั้ง 5 เส้นทางขับเคลื่อนด้วยกรอบการทำงาน Understand – Design – Measure – Partner เพื่อทำความเข้าใจความเสี่ยง ออกแบบการดูแล วัดผลติดตาม และทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้ป่วย โดย นพ.ปริญญา สมัครการไถ อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคเบาหวาน ต่อมไร้ท่อ และเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน เสริมว่า การประเมินสุขภาพเปรียบเหมือนการเชื่อมโยง “กลุ่มดาว” ที่ต้องนำผลตรวจเลือด รอบเอว ไขมันช่องท้อง มวลกล้ามเนื้อ และฮอร์โมน มาประกอบภาพรวมเข้าด้วยกัน เพื่อวางแผนดูแลและติดตามผลระยะยาวอย่างแท้จริง

ศิริราช ส่ง AI อ่านเอ็กซเรย์ปอดใช้งานจริงแล้วกว่า 610 โรงพยาบาลทั่วประเทศ