แพทย์เตือน RSV ไม่ใช่แค่โรคเด็ก ผู้สูงอายุ-กลุ่มมีโรคประจำตัวเสี่ยงปอดอักเสบรุนแรง

แพทย์เตือน RSV ไม่ใช่แค่โรคเด็ก ผู้สูงอายุ-กลุ่มมีโรคประจำตัวเสี่ยงปอดอักเสบรุนแรง

แม้ภาพจำของโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) มักถูกมองว่าเป็นภัยเงียบเฉพาะในเด็กเล็ก ทว่าทางการแพทย์ออกโรงเตือนว่า เชื้อไวรัสชนิดนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้สูงวัยและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยมีสถิติชี้ชัดว่ากลุ่มผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป มีอัตราการเสียชีวิตจากเชื้อ RSV สูงกว่าเด็กเล็กอายุ 2-5 ปี ถึง 10 เท่า

รศ. นพ.กมล แก้วกิติณรงค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ความเข้าใจผิดว่าโรคนี้จำกัดวงอยู่เฉพาะเด็ก ทำให้ผู้สูงอายุและคนในครอบครัวมองข้ามความเสี่ยง ทั้งที่ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง อาทิ โรคปอด โรคหัวใจ เบาหวาน โรคตับ และโรคไตเรื้อรัง มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะปอดอักเสบรุนแรง

เชื้อไวรัส RSV สามารถกระตุ้นให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบหนัก เช่น โรคหืดหรือถุงลมโป่งพอง จนเกิดภาวะปอดอักเสบที่ต้องใส่ท่อช่วยหายใจและรักษาตัวในห้อง ICU อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือภาวะหัวใจกำเริบ นอกจากนี้ ภายหลังผ่านพ้นวิกฤต ผู้สูงอายุบางรายอาจต้องเผชิญกับภาวะสูญเสียสมรรถภาพทางกาย จากเดิมที่เดินหรือช่วยเหลือตัวเองได้ อาจต้องนั่งรถเข็น กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง และต้องพึ่งพาผู้อื่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตระยะยาว

ความน่ากังวลของ RSV คืออาการเริ่มต้นมักคล้ายไข้หวัดทั่วไป เช่น มีน้ำมูก ไอ หรือมีไข้ต่ำ ทำให้ชะล่าใจ แต่หากเชื้อลุกลามลงสู่ปอด ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการหอบเหนื่อย ปอดอักเสบ ส่งเสียงหายใจหวีดในกลุ่มผู้ป่วยโรคปอด หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนในกลุ่มโรคหัวใจ โดยเชื้อไวรัสสามารถติดต่อผ่านทางเดินหายใจได้ง่าย กลุ่มเด็กหรือคนหนุ่มสาวที่ติดเชื้ออาจมีอาการไม่มาก แต่สามารถนำเชื้อมาแพร่สู่ผู้สูงอายุในบ้านจนเกิดอาการวิกฤตได้

ปัจจุบันโรคปอดอักเสบจากไวรัส RSV ยังไม่มียารักษาเฉพาะทาง การรักษาทำได้เพียงประคับประคองตามอาการ ดังนั้นการป้องกันล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไปทุกราย และผู้ที่มีอายุระหว่าง 50–74 ปีที่มีโรคเรื้อรังร่วมด้วย

ทั้งนี้ วัคซีนป้องกันไวรัส RSV ในปัจจุบันมี 2 รูปแบบ คือ ชนิดที่มีสารเสริมภูมิคุ้มกันซึ่งช่วยกระตุ้นภูมิได้ดีในผู้สูงอายุ และชนิดที่ไม่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน โดยทั้งสองรูปแบบสามารถครอบคลุมการป้องกันได้ทั้งสายพันธุ์เอและสายพันธุ์บี นอกเหนือจากการรับคำแนะนำเรื่องวัคซีนจากแพทย์แล้ว การดูแลสุขอนามัยเบื้องต้น ทั้งการหมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย เลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ล้วนเป็นเกราะป้องกันสำคัญก่อนที่การระบาดจะรุนแรง

รับมือคนไทย 1.6 ล้านคนเสี่ยง AF! รพ.วิมุต เปิดตัว PFA นวัตกรรมจี้ไฟฟ้าหัวใจพลังงานสนามไฟฟ้า เพิ่มทางเลือกรักษาโรคหัวใจซับซ้อน