InnovestX ชี้ช่องลงทุน Q4/69 จับตา 7 สัญญาณเสี่ยง ชูกลยุทธ์ Selective หุ้นเด่น พร้อมเป้า SET ปี 2570 แตะ 1,715 จุด

InnovestX ชี้ช่องลงทุน Q4/69 จับตา 7 สัญญาณเสี่ยง ชูกลยุทธ์ Selective หุ้นเด่น พร้อมเป้า SET ปี 2570 แตะ 1,715 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดมุมมองกลยุทธ์การลงทุนประจำไตรมาส 4 ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Navigating the Seven – อ่าน 7 สัญญาณ จับทิศทางโอกาสลงทุน” ชี้ตลาดช่วงปลายปียังเผชิญความเปราะบางเชิงมหภาค แม้พื้นฐานภาคธุรกิจจะแข็งแกร่ง จึงแนะนักลงทุนใช้กลยุทธ์ตั้งรับ เลือกลงทุนแบบ Selective และกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

สำหรับ 7 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาด ได้แก่ ราคาน้ำมัน, อัตราผลตอบแทนพันธบัตร, ความเสี่ยงด้านการเมืองและการเลือกตั้ง, ภาวะเอลนีโญรุนแรง, หนี้สาธารณะ, การเติบโตของกำไรบริษัท และความต้องการด้าน AI

สุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research ระบุว่า ภาวะมหภาคเปราะบางจากการที่ธนาคารกลางหลักกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่ยืดเยื้อ อาจสร้าง ‘Chain of Risk’ จากราคาน้ำมันระดับสูง ลามสู่เงินเฟ้อ ทิศทางดอกเบี้ย ต้นทุนการเงิน และค่าเงินบาท ทำให้ตลาดพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ มีความน่าสนใจกว่าตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากทนทานต่อดอกเบี้ยสูงได้ดีกว่า อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์คลี่คลายและการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติ ห่วงโซ่ความเสี่ยงจะเปลี่ยนทิศทันที ส่วนตลาดหุ้นไทยยังได้แรงหนุนจากการเร่งเบิกจ่ายและการลงทุนภาครัฐ ซึ่งส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มในประเทศ (Domestic Plays)

ด้าน ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ เผยว่า InnovestX ยังคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 และ 2570 ไว้ที่ 2.0% แม้เผชิญน้ำท่วมกรุงเทพฯ เนื่องจากเป็นผลจากฝนตกหนักในพื้นที่ ไม่ใช่มวลน้ำเหนือแบบปี 2554 ผลกระทบจึงจำกัดอยู่ในไตรมาส 3 และมีมาตรการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 เข้ามาช่วยหักล้าง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจโตแบบ K-shaped อาศัยแรงหนุนจากการลงทุนเอกชนและการส่งออกตามกระแส AI ก่อนที่ปี 2570 แรงขับเคลื่อนจะเปลี่ยนมาเป็นภาครัฐและการบริโภค ทั้งนี้ มีการปรับสมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ยปี 2569 และ 2570 ขึ้นเป็น 90 และ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามลำดับ ท่ามกลางแนวโน้มบาทอ่อนและผลตอบแทนพันธบัตรที่ตึงตัวขึ้น

สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน ประเมินเป้าหมาย SET Index ปี 2570 ไว้ที่ 1,715 จุด โดยมองว่าระดับ 1,550 จุด เริ่มเป็นจังหวะที่น่าสนใจทยอยสะสม แม้ EPS ตลาดไทยจะถูกปรับขึ้นจากกลุ่มพลังงาน แต่ตลาดเริ่มมี Upside จำกัดและมีความเสี่ยงหลายด้าน จึงแนะหลีกเลี่ยงการไล่ราคา รอจังหวะเข้าลงทุนในหุ้นงบดุลแกร่งและกำไรชัดเจน โดยหุ้นเด่นไทยได้แก่ AMATA, CENTEL, CRC, KTB และ PR9

ในส่วนของหุ้นต่างประเทศ เน้นหุ้นรับประโยชน์จาก AI เช่น Google, Amazon, Nvidia, Tencent, Alibaba หุ้นชิปคอขวดและชิปในประเทศจีนอย่าง Lumentum, Naura, SMIC, Biren พร้อมกระจายความเสี่ยงสู่หุ้นแนวตั้งรับ เช่น Hong Kong Exchange & Clearing, Visa, AIA, Walmart, Iberdrola, China Mobile และหุ้นปันผล เช่น Verizon, AXA, Enel, ICBC, Hang Seng High Dividend (HSHD23) ทั้งนี้ มองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามอิหร่าน

จรณพงศ์ รัตนะโสภา Head of Investment Product Specialist เสริมทางเลือกการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นเทคโนโลยี โดยแนะนำกองทุน M-SCHD ที่ลงทุนผ่าน Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) ซึ่งถือหุ้นเทคโนโลยีน้อยกว่า 10% ต่างจาก S&P 500 ที่มีสัดส่วนเกือบ 40% ทั้งยังมี Correlation กับ S&P 500 เพียง 0.3 ต่ำสุดนับตั้งแต่จัดตั้งปี 2554 จึงช่วยกระจายความเสี่ยงได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังมีกองทุน M-SCHG (Schwab U.S. Large-Cap Growth ETF) สำหรับเป้าหมายเติบโตระยะยาว รวมถึง DR23 ภายใต้แบรนด์ iShares ได้แก่ IVV23 (S&P 500), IQQ23 (Nasdaq-100) และ SOXX23 (Semiconductor)

–ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เล็งเปิดเทรดวันละ 23 ชั่วโมง เริ่ม 6 ธันวาคมนี้ ปูทางสู่ระบบซื้อขาย 24/7 ตลอดทั้งสัปดาห์