ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เล็งเปิดเทรดวันละ 23 ชั่วโมง เริ่ม 6 ธันวาคมนี้ ปูทางสู่ระบบซื้อขาย 24/7 ตลอดทั้งสัปดาห์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เล็งเปิดเทรดวันละ 23 ชั่วโมง เริ่ม 6 ธันวาคมนี้ ปูทางสู่ระบบซื้อขาย 24/7 ตลอดทั้งสัปดาห์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เตรียมเดินหน้ายกระดับระบบการซื้อขายครั้งประวัติศาสตร์ โดยตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐฯ มีแผนขยายเวลาซื้อขายหุ้นในวันธรรมดาเป็นเกือบ 23 ชั่วโมงต่อวัน (23-Hour Weekday Trading) มีกำหนดเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคมนี้ ซึ่งการปรับเปลี่ยนดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อตอบรับความต้องการของนักลงทุนทั่วโลก และการแข่งขันกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่เปิดทำการซื้อขายตลอดเวลา

โครงสร้างเวลาการซื้อขายใหม่นี้จะเพิ่มช่วงการซื้อขายข้ามคืน (Overnight Session) เข้ามา ทำให้การซื้อขายหุ้นสหรัฐฯ ดำเนินการได้เกือบตลอดวันธรรมดา ช่วยให้นักลงทุนต่างชาติสามารถเข้าถึงตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้อย่างสะดวกและสอดคล้องกับเขตเวลาท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ส่งสัญญาณว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจขยายขอบเขตไปสู่ระบบการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน แบบ 7 วันต่อสัปดาห์ (24/7) ในอนาคต อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานกำกับดูแลยังไม่มีการเปิดเผยกำหนดการที่ชัดเจน หรือกลไกการดำเนินงานอย่างเป็นทางการสำหรับการเปิดซื้อขายแบบเต็มรูปแบบตลอด 24 ชั่วโมงทั้งสัปดาห์ดังกล่าว

การขยายเวลาซื้อขายในตลาดแบบดั้งเดิมครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการนำโมเดลตลาดแบบสินทรัพย์ดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อตอบสนองการหมุนเวียนของสภาพคล่องและพฤติกรรมนักลงทุนยุคใหม่ที่ต้องการทำธุรกรรมแบบไร้รอยต่อ

ทั้งนี้ ตลาด Nasdaq โดดเด่นด้านหุ้นเทคโนโลยี นวัตกรรม และบริษัทเติบโตสูง โดยสามารถแบ่งกลุ่มหุ้นที่น่าจับตามองตามธีมธุรกิจหลักได้ดังนี้:

1. กลุ่มเสาหลักเทคโนโลยีและระบบคลาวด์ (Mega-cap Tech & Cloud)

  • Microsoft (MSFT): ผู้นำด้านซอฟต์แวร์ระดับองค์กร บริการคลาวด์ (Azure) และการบูรณาการ Generative AI เข้ากับผลิตภัณฑ์หลัก
  • Alphabet (GOOGL): ผู้นำด้านเสิร์ชเอนจิน ดิจิทัลมาร์เก็ตติง แพลตฟอร์มวิดีโอ (YouTube) และบริการ Google Cloud
  • Amazon (AMZN): ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซและผู้นำบริการคลาวด์ผ่าน AWS รวมถึงเครือข่ายโลจิสติกส์ระดับโลก
  • Apple (AAPL): ระบบนิเวศอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ บริการดิจิทัล (Services) และฐานผู้ใช้งานที่มี Brand Loyalty สูง

2. กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI (Semiconductor & AI Infrastructure)

  • NVIDIA (NVDA): ผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) และชิปประมวลผลสำหรับ Data Center ที่เป็นแกนหลักของการเทรน AI
  • Broadcom (AVGO): โดดเด่นด้านชิปเครือข่าย (Networking Chips), ชิปปรับแต่งเฉพาะทาง (Custom AI Accelerators) และซอฟต์แวร์องค์กร
  • ASML Holding (ASML): ผู้ผูกขาดเทคโนโลยีเครื่องผลิตชิปขั้นสูงระบบ EUV (Extreme Ultraviolet) ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของอุตสาหกรรมชิปโลก
  • Advanced Micro Devices (AMD): ผู้พัฒนา CPU และ GPU สำหรับคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ AI แข่งขันในตลาดประมวลผลประสิทธิภาพสูง

3. กลุ่มแพลตฟอร์มดิจิทัลและยานยนต์แห่งอนาคต (Digital Platforms & Consumer Tech)

  • Meta Platforms (META): แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียระดับโลก (Facebook, Instagram, WhatsApp) ที่เน้นการนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพระบบโฆษณา
  • Tesla (TSLA): ผู้บุกเบิกรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (FSD) หุ่นยนต์ และธุรกิจกักเก็บพลังงาน

4. ดัชนีทางเลือกสำหรับการกระจายความเสี่ยง (Broad Exposure)

หากไม่ต้องการเลือกหุ้นรายตัว การลงทุนผ่าน ETF ที่อิงดัชนี Nasdaq-100 เป็นอีกทางเลือกยอดนิยม:

  • Invesco QQQ (QQQ): กองทุน ETF ที่สะท้อนผลตอบแทนของบริษัทขนาดใหญ่ 100 แห่งแรกใน Nasdaq (ยกเว้นกลุ่มการเงิน) ช่วยกระจายความเสี่ยงในภาพรวมของหุ้นเทคโนโลยี

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและการวิเคราะห์ภาพรวมตลาดเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำหรือการชักชวนให้ซื้อขายหลักทรัพย์ การลงทุนในหุ้นรายตัวมีความผันผวนสูง ควรพิจารณาเป้าหมายการเงินและการยอมรับความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ที่มา 1 , 2 , 3

ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ “คืนชีวิตใหม่ ให้ลูกหนี้” by SAM