ทีมนักวิจัยในออสเตรเลียสร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการแพทย์ ด้วยการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขั้นสูงที่สามารถวิเคราะห์โครงสร้างดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อระบุปัจจัยเสี่ยงทางพันธุกรรมต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง หรือสโตรก (Stroke) ได้อย่างละเอียด ช่วยยกระดับการตรวจคัดกรอง ประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และวางแนวทางการป้องกันโรคได้อย่างตรงจุดเฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย เผยผลการศึกษาที่ค้นพบรูปแบบการแปรผันทางพันธุกรรมจำนวน 18 แบบ ซึ่งมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) ชนิดย่อยของโรคหลอดเลือดสมองที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย โดยข้อมูลชี้ว่า ผู้ที่มีระดับความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูงสุด มีแนวโน้มที่จะล้มป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าถึงร้อยละ 22
สำหรับการพัฒนาดังกล่าว ทีมนักวิจัยได้นำสถาปัตยกรรมปัญญาประดิษฐ์ประเภททรานส์ฟอร์เมอร์ (Transformer) มาฝึกฝนและประมวลผลข้อมูลความผันแปรทางพันธุกรรมหลายพันรูปแบบ เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงกับภาวะสมองขาดเลือด พร้อมทั้งผ่านการทดสอบประสิทธิภาพจริงด้วยชุดข้อมูลทางพันธุกรรมและประวัติด้านสุขภาพขนาดใหญ่จากธนาคารข้อมูลชีวภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UK Biobank) ร่วมกับฐานข้อมูลในสหรัฐอเมริกา ซึ่งผลลัพธ์พิสูจน์ให้เห็นว่า โมเดล AI ตัวนี้สามารถจำแนกระหว่างกลุ่มผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองกับผู้ที่ไม่เคยป่วยได้อย่างแม่นยำ เหนือกว่าเครื่องมือประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมรุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน
ยิ่งไปกว่านั้น การศึกษายังค้นพบข้อมูลเชิงลึกใหม่ที่ชี้ว่า ยีนอีดีอีเอ็ม2 (EDEM2) ภายในบริเวณเปลือกสมอง มีบทบาทสำคัญอย่างมีนัยสำคัญต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งช่วยเปิดประตูสู่แนวทางการวิจัยทางการแพทย์เพิ่มเติมในอนาคต
ปัจจุบัน คณะนักวิจัยกำลังเดินหน้ายกระดับการพัฒนาไปสู่เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์แบบหลายรูปแบบ (Multimodal AI) โดยเตรียมผสานการวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมร่วมกับข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงผลสแกนและภาพถ่ายทางการแพทย์ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการประเมินความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองและโรคอื่นๆ ให้ครอบคลุมทุกมิติ
(แฟ้มภาพซินหัว : ทิวทัศน์ฤดูใบไม้ร่วงในกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย วันที่ 8 พ.ค. 2026)
ที่มา Xinhua







