ซิสโก้เตือนองค์กรไทยรับมือภัยไซเบอร์ยุค AI ชี้อุปสรรคภายในฉุดความเร็ว พบมีแค่ 57% มั่นใจคุม AI Agent ได้

ซิสโก้เตือนองค์กรไทยรับมือภัยไซเบอร์ยุค AI ชี้อุปสรรคภายในฉุดความเร็ว พบมีแค่ 57% มั่นใจคุม AI Agent ได้

รายงานผลสำรวจ Relentless Defense Report ล่าสุดจากซิสโก้ (Cisco) เผยให้เห็นภาพสะท้อนสำคัญของสถานการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ในประเทศไทย โดยพบว่าองค์กรธุรกิจในไทยเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากภัยคุกคามที่ทวีความรวดเร็วและซับซ้อนยิ่งขึ้นจากการใช้ AI ในขณะที่ขีดความสามารถการรับมือกลับถูกหน่วงเหนี่ยวด้วยกระบวนการทำงานภายในองค์กรเอง และมีองค์กรในไทยเพียง 57% เท่านั้นที่มั่นใจว่าสามารถตรวจจับและรับมือได้หาก AI Agent ถูกผู้ไม่หวังดีแทรกแซงระบบ

ข้อมูลระบุว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา องค์กรในไทยสูงถึง 83% ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจโดยตรง ที่น่าจับตาคือ กว่า 2 ใน 5 ของเหตุการณ์เหล่านั้นเป็นการโจมตีที่มีเทคโนโลยี AI เข้ามาเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน แม้องค์กรไทยจะทำคะแนนความพร้อมเฉลี่ยอยู่ที่ 70 จาก 100 คะแนน และมีสัดส่วนองค์กรที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้นำด้านการป้องกันภัยไซเบอร์ (Relentless Defenders) อยู่ที่ 19% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 8% แต่คำถามสำคัญคือภาคธุรกิจจะรักษาเสถียรภาพนี้ไว้ได้นานแค่ไหน เมื่อรูปแบบการโจมตีเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติที่ทำงานในระดับเสี้ยววินาที

วีระ อารีรัตนศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ ซิสโก้ ประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ ชี้ว่า AI เข้ามาเปลี่ยนโฉมและยกระดับความเสี่ยงด้านการป้องกันไซเบอร์อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันความเร็วในการรับมือไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน องค์กรที่แข็งแกร่งคือองค์กรที่ผสานความปลอดภัยไซเบอร์เข้ากับการดำเนินงานประจำวัน ไม่ใช่แค่มองว่าเป็นงานทำตามข้อกำหนด และต้องทลายโครงสร้างการทำงานแบบแยกส่วนเพื่อให้ทีมตัดสินใจได้อย่างทันท่วงที

ผลสำรวจพบว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทีมไซเบอร์รับมือภัยคุกคามได้ช้าลงไม่ได้มาจากข้อจำกัดทางเทคโนโลยี แต่เกิดจากกระบวนการทำงานภายในองค์กร โดยผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกประมาณ 6 ใน 10 คนระบุตรงกันว่า ศักยภาพด้านการประสานงาน ขั้นตอนการอนุมัติ และการเข้าถึงข้อมูล คือสิ่งที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน

สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ความท้าทายด้านกระบวนการทำงานภายในแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก:

  • การประสานงานระหว่างฝ่าย: มีองค์กรในไทยเพียง 39% ที่ทีมความปลอดภัยไซเบอร์ ทีมระบบเครือข่าย และทีม IT ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวโดยใช้เครื่องมือและมองเห็นชุดข้อมูลเดียวกัน
  • การสื่อสารและการวัดผลกับผู้บริหาร: 49% ระบุว่าตัวชี้วัดที่มีอยู่เน้นเชิงเทคนิคมากเกินไปจนไม่สามารถสื่อสารหรือโน้มน้าวผู้บริหารได้ ขณะที่ 38% ขาดความสามารถในการแปลงข้อมูลเชิงธุรกิจไปสู่การตัดสินใจ และ 27% ยังไม่มีเกณฑ์วัดประสิทธิภาพด้านไซเบอร์ที่เป็นมาตรฐานชัดเจน
  • ปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย: 45% ขององค์กรเสียเวลาไปกับการรวบรวมและเทียบเคียงข้อมูลข้ามระบบมากกว่าการลงมือจัดการภัยคุกคามจริง และ 43% ต้องพลาดข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญเพราะข้อมูลถูกจัดเก็บในจุดที่เข้าถึงได้ยาก

แม้บุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ในไทยมากกว่า 90% จะยอมรับว่า AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจจับและรับมือภัยคุกคามได้ดีขึ้นอย่างน้อย 25% และกว่าหนึ่งในสามเห็นว่าช่วยลดภาระงานได้อย่างชัดเจน แต่ความกังวลด้านความปลอดภัยยังคงเป็นตัวฉุดรั้งการใช้งานเชิงลึก โดย 41% ขององค์กรในไทยยังชะลอการนำ AI Agent มาใช้ในงานปฏิบัติการความปลอดภัยแบบเต็มรูปแบบ เนื่องจากกังวลเรื่องการรั่วไหลของข้อมูล การถูกแทรกแซงระบบ และการกำกับดูแลข้อมูลของหน่วยงานภายนอก ทั้งนี้ การนำระบบอัตโนมัติและ AI มาใช้ในไทยส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในด้านความปลอดภัยของระบบเครือข่าย แต่กลับมีการใช้งานต่ำที่สุดในด้านความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว

เมื่อถอดบทเรียนจากกลุ่ม Relentless Defenders ทั่วโลก พบว่าหัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การอัดฉีดงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างการบริหารจัดการ องค์กรกลุ่มนี้ถึง 83% ทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวข้ามสายงานไซเบอร์ เครือข่าย และโครงสร้างพื้นฐาน (เทียบกับ 37% ในองค์กรทั่วไป) และ 86% กำหนดมาตรการควบคุมความปลอดภัยมาตรฐานเดียวกันครอบคลุมทั้ง AI Agent และบัญชีระบบอัตโนมัติ (Non-human Identities) ส่งผลให้ 77% มีความมั่นใจสูงในการตรวจจับและรับมือทันทีหาก AI Agent ถูกแทรกแซง ยิ่งไปกว่านั้น ในกลุ่มที่เพิ่มงบประมาณความปลอดภัย องค์กรที่มีการป้องกันเข้มแข็งสามารถลดการเกิดเหตุภัยคุกคามลงได้ถึง 71% สูงกว่าเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับองค์กรทั่วไป

ทั้งนี้ รายงาน Relentless Defense Report ของซิสโก้ จัดทำขึ้นจากการสำรวจแบบ Double-blind ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 8,000 คน ใน 30 ตลาดทั่วโลก ครอบคลุมการประเมิน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ความครอบคลุม (Coverage) ความเร็ว (Speed) และอุปสรรคในการทำงาน (Friction) โดยมี Satori Experience เป็นหน่วยงานวิจัยอิสระภายนอกทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูล

–การ์ทเนอร์ เตือนลดคนด้วย AI เสี่ยงพัง คาด 3 ปีต้องจ้างกลับ 30% ชี้ 4 เทรนด์ Future of Work ที่ผู้นำต้องเร่งปรับ