โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ท้าทายครั้งสำคัญ เมื่อแรงงานเกือบ 7 ใน 10 ของประเทศ หรือ 69.5% กระจุกตัวอยู่ในภาคธุรกิจ SME จากผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 3.3 ล้านราย (99.5% ของภาคธุรกิจ) ทว่ากลับสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกันได้เพียง 35% ของ GDP ปัญหาช่องว่างด้านผลิตภาพนี้กำลังจะถูกแก้ไขด้วยพลังของปัญญาประดิษฐ์ โดย ดร.ธีรเดช ดำรงค์พลาสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกลุ่มธุรกิจองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้แสดงวิสัยทัศน์ในงาน FAST LANE GROWTH SUMMIT 2026 ภายใต้หัวข้อ “AI-Powered SMEs: The Next Engine of Thailand’s Growth” เพื่อเร่งยกระดับธุรกิจรายย่อยจากการมอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริม สู่การเป็นฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนองค์กร
แม้สถิติปัจจุบันชี้ว่ามี SME ไทยเพียง 18-24% ที่เริ่มนำ AI มาใช้ทั้งองค์กร และมีเพียง 9% เท่านั้นที่ก้าวไปถึงระดับการใช้งานขั้นสูง แต่กลุ่มธุรกิจ 9% ดังกล่าวคือข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ถึงผลลัพธ์ทางธุรกิจ โดยพบว่า 84% สามารถเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ได้จริง ขณะที่ 71% มีรายได้เติบโต และ 64% ย่นระยะเวลาส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วกว่าเดิม ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่า AI ช่วยให้ผู้ประกอบการใช้ทรัพยากรบุคคลเท่าเดิมหรือน้อยลง แต่สามารถสร้างมูลค่าและรายได้ทางธุรกิจได้มหาศาล
ไฮไลต์สำคัญของการขับเคลื่อนในครั้งนี้ คือการเปิดตัว LBM (Large Behavior Model) เพื่อสร้าง Consumer Digital Twin ครั้งแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง ทรู คอร์ปอเรชั่น และ EGG Digital โดยผสานฐานข้อมูลผู้ใช้บริการโทรคมนาคมกว่า 55 ล้านราย เข้ากับข้อมูลพฤติกรรมค้าปลีกกว่า 20 ล้านราย ภายใต้กรอบกฎหมายและธรรมาภิบาลข้อมูล การพัฒนานี้ก้าวข้ามการวิเคราะห์ข้อมูลภายในแบบ 360 องศา สู่การมองภาพผู้บริโภคทะลุ 1,080 องศา ทั้งด้านความสนใจ พฤติกรรม กำลังซื้อ และช่องทางการใช้จ่าย เทคโนโลยี Consumer Digital Twin จะจำลองการตัดสินใจของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ทดสอบสมมติฐานและแนวคิดสินค้าใหม่ได้ก่อนลงเงินจริง ลดความเสี่ยงในการลงทุน และผลักดันให้คนไทยเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” สู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี”
สำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนของ SME ไทย ทรูได้เสนอสมการเร่งโตผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ “ทุน x เทคโนโลยี x คน” ประกอบด้วย การสนับสนุนเงินทุนและสินเชื่อเพื่อรักษาสภาพคล่อง, การนำโซลูชันเทคโนโลยีครบวงจรจากทรูบิสิเนสที่ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐาน การสื่อสาร ระบบอัตโนมัติ และความปลอดภัยไซเบอร์มาปรับใช้ตามลักษณะธุรกิจ, และการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรด้วยการอัปสกิล-รีสกิลผ่าน ทรู ดิจิทัล อคาเดมี
ในทางปฏิบัติ SME สามารถนำ AI มาลงมือทำได้ทันทีใน 5 ส่วนงานหลัก ได้แก่ งานขาย การดูแลลูกค้า ระบบหลังบ้าน การผลิตคอนเทนต์ และการตัดสินใจ โดยมี 3 กรณีตัวอย่างที่พิสูจน์แล้วว่าสร้างผลลัพธ์จริง
- Chat Commerce: ใช้ AI บน LINE OA ตอบลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปิดการขายอัตโนมัติและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำตลาดแบบเฉพาะบุคคล
- Automation: ใช้ AI จัดการงานเอกสารและธุรการซ้ำซาก เช่น งานบัญชี คลังสินค้า และคำสั่งซื้อ เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความรวดเร็ว
- Content & Marketing: ใช้ AI วางแผนแคมเปญ ผลิตคอนเทนต์การตลาด และประเมินผลตอบรับจากลูกค้า ช่วยลดต้นทุนและประหยัดเวลา
ธุรกิจสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ของ AI ได้จากตัวชี้วัดที่ชัดเจน เช่น ความเร็วในการตอบสนองลูกค้า จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ประหยัดได้ ต้นทุนต่อออร์เดอร์ รายได้เฉลี่ยต่อพนักงาน และอัตราการกลับมาซื้อซ้ำ โดยเริ่มต้นจากการทลายการทำงานแบบไซโล เลือกปรับปรุงกระบวนการทำงานเพียงหนึ่งงาน กำหนดตัวชี้วัดเพียงหนึ่งตัว แล้วลงมือทำทันที เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเต็มรูปแบบ







