Taxi 4.0  ถึงจุดบังคับปรับเปลี่ยน?? อนาคตแท็กซี่ไทยทำอย่างไรถึงจะอยู่รอด!!! 

หลังจากดีลประวัติศาสตร์ของวงการแท็กซี่ในภูมิภาคนี้ อย่าง  GRAB ที่เพิ่งประกาศปิดดีล UBER เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปหมาด ๆ  จนทำให้ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการระบบขนส่งในอาเซียน​ควบรวมกันไปเป็นเจ้าเดียว และหลายประเทศทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย ยังกังขา…ประกาศเข้ามาตรวจสอบดีลนี้อย่างจริงจัง เพราะหวั่นว่าจะกลายเป็นดีลที่ทำให้บริการแท็กซี่ หรือ บริการเดินทาง กลายเป็นบริการผูกขาด กระทบต่ออัตราค่าโดยสารเป็นทอดๆ   ขณะที่ผ้ใช้บริการในไทยที่เคยใช้บริการ UBER ทั้ง UBER RIDE และ UBER EATS ต้องดาวน์โหลดแอพฯของ GRAB มาลงเครื่องเพื่อให้ใช้บริการต่อได้ เนื่องจากแอพฯ UBER ในไทย จะยุติการให้บริการไปพร้อม ๆ กับเพื่อนบ้าน ในวันที่ 8 เมษายนนี้ ขณะเดียวกันก็ยังต้องเก็บแอพฯ UBER ไว้ เผื่อเรียกใช้บริการในต่างประเทศที่ UBER ยังให้บริการอยู่  แต่เอาเถอะ นั่นก็เป็นเรื่องข้อตกลงทางธุรกิจ ตกลงผลประโยชน์ลงตัวก็จบ
ในขณะที่เรื่องวุ่น ๆ ของ GRAB และ UBER ยังครุกรุ่น…น้องใหม่ในวงการอย่าง LINE TAXI ก็เปิดตัวให้บริการอย่างเป็นทางการ เพิ่มทางเลือกใหม่ในการเดินทางให้กับคนที่ยังลังเลใจว่า จะเลือกโหลดแอพฯใหม่ของ GRAB หรือจะเรียกใช้ TAXI ผ่านแอพฯ ไลน์ ที่ถือเป็น “แอพพลิเคชั่นสามัญประจำมือถือ” ของคนไทยไปแล้ว


LINE TAXI ชูจุดเด่น THAI TAXI 4.0 ภายใต้บริการที่ถูกกฎหมาย 100% เพราะมีการดีลตรงกับเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่เขตกรุงเทพฯ ที่จดทะเบียนถูกต้อง แล้วอาศัยเทคโนโลยีของ LINE เข้ามาเปิดช่องทางให้ผู้โดยสารเรียกใช้บริการได้ง่ายขึ้น  ซึ่งเมื่อดูรูปแบบขั้นตอนการเรียกรถ การใช้บริการ และอัตราค่าบริการ ก็ไม่ได้ต่างกันมากนักเมื่อเทียบกับ GRAB และ ​UBER​  ลองมาไล่เรียงดูง่าย ๆ เท่าที่จำได้ว่า บริการ TAXI ในประเทศไทยมีใครบ้าง ???


ก่อนอื่น มาดูจำนวน​แท็กซี่ในบ้านเรากันก่อน  ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกระบุว่า ปัจจุบัน แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ มีจำนวนกว่า 100,000 คัน    แท็กซี่ 1 คันวิ่งวันละ 10 เที่ยว  คิดง่าย ๆ ว่าในหนึ่งวัน จะมีแท็กซี่วิ่งให้บริการราว 1,000,000 เที่ยว  ขณะที่ลูกค้า(ผู้โดยสาร)ในระบบมีอยู่ราว 500,000-600,000 คน ​ก็ไม่น่าแปลกใจว่าทำไม เอกชนถึงสนใจจะเข้ามาแย่งชิงเค้กในตลาดนี้


มาดูในส่วนของผู้ให้บริการกันบ้าง ทุกคนคงทราบกันดีว่า แท็กซี่ในบ้านเรา​ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ แท็กซี่ที่อยู่ภายใต้การดูแลของสหกรณ์แท็กซี่  / แท็กซี่ส่วนบุคคล และ แท็กซี่บริษัท (ในที่นี้ขอพูดถึงแท็กซี่ทั่วไป ไม่รวมแท็กซี่ลีมูซีนนะคะ)
แต่หลังจากนี้ การแบ่งกลุ่มแท็กซี่ จะถูกจัดระเบียบใหม่โดยอัตโนมัติ ภายใต้สถานการณ์จำยอม( เพื่อความอยู่รอด)​ นั่นก็คือ การแบ่งกลุ่มแท็กซี่ ตามกลุ่มผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น ซึ่งปัจจุบันมีทั้ง   ALL THAI TAXI  ของบริษัท ออลไทยแท็กซี่ จำกัด (หนึ่งในธุรกิจของนครชัยแอร์) มีรถน้อย เจาะกลุ่มเฉพาะ TAXI O.K. ซึ่งเป็นบริการที่ภาครัฐนำมาเป็นทางเลือกให้กับแท็กซี่ หรือผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าร่วมโครงการแบบเปิดกว้าง GRAB + UBER บริการจากเอกชนโดยใช้เปิดให้แท็กซี่เข้าร่วมแบบมีเงื่อนไข โดยเน้นไปที่ตัวคนขับให้สมัครเข้าเป็นสมาชิก  LINE TAXI บริการเรียกแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น โดยร่วมมือกับเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพฯ เป้าหมายคือสหกรณ์แท็กซี่ซึ่งทำให้การเริ่มต้นบริการทำได้ทันที


ถ้าจะพูดกันจริง ๆ นี่ก็เป็นการให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถแท็กซี่ ที่ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก และคงต้องแข่งขันเรื่องการทำตลาด และ โปรโมชั่นจูงใจผู้โดยสาร ซึ่งดูเหมือน TAXI O.K. ของรัฐอาจจะสู้ไม่ได้ตรงจุดนี้ เพราะเป็นโครงการที่ไม่ได้หวังผลกำไร แต่พุ่งเป้าไปที่การอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนเท่านั้น และหาก TAXI O.K. ต้องการแข่งขันอาจต้องอาศัยกำลังจากเอกชนเข้ามาสนับสนุน แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องข้อกฎหมายที่จับตาเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ดังนั้นเรื่องที่เราจะได้เห็นโปรโมชั่นของ TAXI O.K. คงเป็นไปได้ยาก แต่ข้อดีของ TAXI O.K. ที่จะจูงใจคนขับแท็กซี่ ก็คือ ผู้ขับแท็กซี่รับรายได้ไปเต็ม ๆ ไม่ต้องเสียส่วนแบ่งรายได้ให้กับเจ้าของแอพฯ เหมือนกับรายอื่น

ขณะเดียวกันถ้าดูผิวเผิน อาจรู้สึกเหมือนการแข่งขันในตลาดรถแท็กซี่ จะดุเดือด แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่เอกชนผู้ให้บริการเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงเรื่องค่าโดยสารแต่เพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่เอกชนเหล่านี้อยากได้มากกว่า นั่นก็คือ ข้อมูลของลูกค้า ที่สามารถนำมาวิเคราะห์ เพื่อต่อยอดทางธุรกิจได้ …ใช่แล้ว..นั่นก็คือ Big Data ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเข้ามาเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสให้กับธุรกิจมากกว่าจำนวนผู้โดยสาร หรือ รายได้จากค่าโดยสาร  ​

รศ. ดร.เอกชัย สุมาลี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนครอัจฉริยะ ​สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ปรึกษาการจัดทำระบบTAXI O.K. มองว่า สิ่งที่น่าจับตาก็คือ ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีตรอก ซอก ซอย จำนวนมาก และความต้องการเดินทางของคนที่อยู่ในซอย ก็ไม่น้อย ดังนั้นคนในวงการแท็กซี่ก็ควรนำเทคโนโลยีที่มีมาปรับใช้สร้างโอกาสในการหารายได้เพิ่ม และสิ่งที่จะทำให้แท็กซี่ไทยไปต่อได้ นอกจากจะปรับตัวเรื่องคุณภาพ บริการ สร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางให้กับผู้โดยสารซึ่งเป็นหัวใจหลักของการให้บริการแท็กซี่แล้ว ก็จำเป็นต้องปรับตัวเข้าหาเทคโนโลยี ด้วยการเป็นสมาชิกของผู้ให้บริการแอพพลิเคชั่น อาจจะรายใดรายหนึ่ง หรือ จะเป็นสมาชิกทุกราย ก็แล้วแต่ เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดว่ารถแท็กซี่หนึ่งคันจะต้องมีแอพพลิเคชั่นเรียกรถคันเดียว และเราคงได้เห็นรถแท็กซี่ทุกคัน เป็นแท็กซี่ 4.0 ในอีกไม่ช้านี้

 

ชมพูนุช ภัทรขจี

Related Posts

Scroll to Top