Bio-Innovation คลื่นใต้น้ำลูกใหม่ของเศรษฐกิจไทย

Bio-Innovation คลื่นใต้น้ำลูกใหม่ของเศรษฐกิจไทย

หากถามว่าธุรกิจที่จะเป็นดาวรุ่งยุคใหม่ของไทยต่อไปจะเป็นอะไร ถ้าไปถามธนาคาร หรือนักธุรกิจในวงการ ก็จะมองไปที่ธุรกิจบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม อย่างธุรกิจสุขภาพหรือเวลเนส แต่ถ้าถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ที่มีหน้าที่จดทะเบียนจัดตั้งและเลิกบริษัทในเมืองไทย คำตอบนี้จะยกให้ธุรกิจ Bio-Innovation นอกจากจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ ยังมองว่านี่คือนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงการค้าโลก เพราะอะไร?

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นว่า ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 มีการจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย จำนวน 389 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 45 ราย คิดเป็น 13.08% ด้วยมูลค่าจดทะเบียนรวม 9,576 ล้านบาท แต่ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก (92.03%) ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2568 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ในกลุ่มนี้จำนวน 30 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 57.89% มีมูลค่าจดทะเบียนรวม 178 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.11 เท่า โดยปัจจัยสำคัญมาจากการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่อย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการยอมรับเทคโนโลยีชีวภาพในภาคอุตสาหกรรม ด้านการลงทุนจากต่างชาติ มีเงินลงทุนรวม 3,881 ล้านบาท โดยมีนักลงทุนหลักคือ ฮ่องกง (1,074 ล้านบาท), คิวบา (683 ล้านบาท) และญี่ปุ่น (649 ล้านบาท) ผลประกอบการของธุรกิจกลุ่มนี้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปี 2566 มีรายได้รวม 6,079 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 707 ล้านบาท คิดเป็น 13.16% และในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจมีสินทรัพย์รวมสูงถึง 12,585 ล้านบาท ในปี 2566 เพิ่มขึ้น 123% จากปี 2562

เมื่ออ่านตัวเลขของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแล้ว จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2562 จนถึงกลางปี 2568 ธุรกิจกลุ่ม Bio-Innovation ในเมืองไทยไม่เคยแผ่ว ไม่เคยปิดกิจการ และเติบโตแบบยั่งยืนมาตลอด ใครจะคิดว่าไทยจะมีกลุ่มธุรกิจนี้ยืนอยู่เบื้องหลัง ที่สำคัญคือกลุ่มต่างชาติที่ลงทุนมากที่สุดคือฮ่องกงกับคิวบา ฮ่องกงถือว่าน่าประหลาดใจแล้ว คิวบายิ่งกว่า ซึ่งจนถึงวันนี้กรมฯ เองก็ยังหาคำตอบไม่ได้

อย่างไรก็ตาม กรมฯ เชื่อว่าธุรกิจ Bio-Innovation จะเป็นกลุ่มธุรกิจทีมีศักยภาพสูงและเหมาะสมกับยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ของประเทศไทย อีกทั้งยังมีปัจจัยต่างๆ ที่เอื้ออำนวยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจนี้ในประเทศไทยอย่างมีแต้มต่อ พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนและต่างชาติเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นี่คือมุมมองของหน่วยงานรัฐที่คอยติดตามข้อมูลและตัวเลข มองบัญชีกำไร-ขาดทุน ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งหากตัวเลขที่ส่งมานั้นเป็นความจริงไม่มีการตกแต่ง กรมฯ ก็ให้ความสำคัญกับธุรกิจนี้เป็นอย่างสูง

จริงๆ แล้ว ธุรกิจนี้เติบโตอย่างเงียบๆ โดยผสานเทคโนโลยีชีวภาพเข้ากับนวัตกรรม เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสำคัญ เช่น การแพทย์, เกษตร, อาหาร และสิ่งแวดล้อม เช่น พลาสติกชีวภาพจากอ้อยและมันสำปะหลัง, อาหารสัตว์จากแมลง, เส้นใยสังเคราะห์จากจุลินทรีย์ ฯลฯ ถือเป็นธุรกิจยุคใหม่ ที่แอบซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ไม่โด่งดัง ไม่ถูกประชาสัมพันธ์ แต่ค่อยๆ ต่อยอดอุตสาหกรรมหลักของประเทศอย่างภาคการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

หากมองย้อนไปเรื่องการผลิตกำลังคนเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ จะเห็นว่ามหาวิทยาลัยของไทยสามารถผลิตบัณฑิตเข้าสู่วงการนี้ได้ประมาณ 200-300 คนต่อปี แต่คนที่เข้าสู่ธุรกิจนี้จริงๆ อาจมีประมาณ 200 คน และเมื่อผันตัวไปเป็นนักวิจัยในโรงพยาบาลต่างๆ ก็อาจเหลือเพียง 150 คนต่อปี แม้จะดูน้อยลงมาก แต่ความต้องการบุคลากรในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าน้อยมาก เรียกได้ว่าเรียนมาสายนี้มีโอกาสตกงานสูง เพราะตลาดงานในไทยไม่เอื้อต่อการใช้คนทักษะสูง นอกจากจะหางานยากแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องค่าตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำอีกด้วย

ดังนั้น แม้ธุรกิจจะเติบโตขึ้นก็ไม่ต้องกังวลว่าจะขาดแคลนแรงงานคน หากมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ไทยยังสามารถป้อนคนเข้าทำงานได้อีกยาวนาน คงเหลือแต่การลงทุนด้านเครื่องจักรและเครื่องมือในการทำวิจัย ซึ่งยังมีราคาสูง เพราะเป็นเครื่องมือเฉพาะทาง ไม่ได้ผลิตในปริมาณมาก (Mass Production) จึงมีราคาสูง และอาจมีการกีดกันทางการค้า หากเป็นเครื่องมือที่อ่อนไหวทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ การซื้อขายอาจมีเงื่อนไขมากมายตามมา

การผลักดันให้ไทยเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงทางด้าน Bio-Innovation ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร และดูแล้วยังทำได้ง่ายกว่าการสร้าง Soft Power เสียอีก แม้รัฐบาลไทยจะไม่ค่อยคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้เอกชนเติบโตไปก่อนแล้วภาครัฐค่อยตามสนับสนุน ประเทศไทยควรสร้างเอกลักษณ์ในด้านที่เรามีศักยภาพ และแนวทางนี้ก็อาจเป็นคำตอบได้

#นวัตกรรมชีวภาพ #เศรษฐกิจไทย #ธุรกิจดาวรุ่ง #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #BCG-Economy #การลงทุนต่างชาติ #เกษตรมูลค่าเพิ่ม #การจดทะเบียนธุรกิจ #อุตสาหกรรมใหม่

กำแพงภาษีสหรัฐฯ: ทางรอดของไทยที่ต้องยอม “เจ็บแต่จบ”

อนาคต AI สุขภาพไทย: กฎหมายรองรับ ดาต้าขับเคลื่อน พร้อมสู่เวทีโลก

Related Posts

Scroll to Top