เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกมิติของภาคสาธารณสุขไทย ตั้งแต่การบริหารจัดการโรงพยาบาล การนัดหมายผู้ป่วย ไปจนถึงการวินิจฉัยโรคและการดูแลสุขภาพหลังการรักษา สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน AI สุขภาพให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาและใช้งาน AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
ในงาน TCELS Business Forum 2025 “The Future of AI-Enabled Health” ได้มีการจัดงานเสวนาแนวโน้มด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความเสี่ยงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของการแพทย์และสุขภาพไทย และได้พูดถึงอนาคตของการนำ AI มาใช้กับภาคสาธารณสุขไทยในหลากหลายมิติ
กฎหมายและมาตรฐาน: รากฐานความเชื่อมั่น AI สุขภาพ

ดร.พงษธร โชติเกษมศรี คณะกรรมการสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย เน้นย้ำว่าคนไทยต้องเรียนรู้และยอมรับการใช้งาน AI ควบคู่ไปกับการระมัดระวังเรื่องขอบเขตการทำงาน ความปลอดภัย และข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา AI หลายตัวเริ่มได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มากขึ้น ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการนำ AI มาประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ในอนาคต
ด้าน วีระชาติ ศรีบุญมา ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายด้านการเงิน การธนาคาร และสินทรัพย์ดิจิทัล ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “ความปลอดภัยด้าน AI” ซึ่งรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) กำลังเร่งพัฒนามาตรการป้องกันความเสี่ยงอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการเงินดิจิทัลทำให้กระบวนการรักษาความปลอดภัยซับซ้อนยิ่งขึ้น AI จึงต้องก้าวให้ทัน

นอกจากนี้ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความลับของ Big Data ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นในการใช้งาน AI ในส่วนของการเยียวยาความเสียหายจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2568 ได้ระบุเรื่องการเยียวยาไว้อย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนสามารถได้รับการชดเชยความเสียหายได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาล ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้
ข้อมูล: หัวใจขับเคลื่อน AI สู่สากล
ว่าที่ร้อยเอก ภก.ดร.วฤษฎิ์ อินทร์มา ผู้อำนวยการฝ่ายยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมและการลงทุน ชี้ให้เห็นว่าหัวใจสำคัญของการพัฒนา AI คือ ชุดข้อมูล (dataset) ที่มากพอและมีความแม่นยำ ซึ่งประเทศไทยยังคงมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลสุขภาพที่ต้องมีความเฉพาะเจาะจงกับคนไทย การจะก้าวสู่ตลาดต่างประเทศได้นั้น จำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนา AI อย่างจริงจัง และยินดีที่จะเปิดเผยข้อมูลบางส่วนเพื่อนำไปฝึกฝน AI ให้มีความแม่นยำสูงขึ้น

ปัจจุบันสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยกำลังมองหาความร่วมมือกับองค์กรที่มีข้อมูลจำนวนมาก เช่น โรงพยาบาลและหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้าง Sandbox สำหรับการฝึกฝน AI โดยเฉพาะ เนื่องจากหากไม่มีการเปิดรับข้อมูลที่เพียงพอ ความแม่นยำของ AI ก็จะถูกจำกัด
นอกจากนี้ ดร.พงษธร ยังได้เสนอให้มี คณะกรรมการ AI แห่งชาติ เพื่อกำหนดขอบเขตและความปลอดภัยในการใช้งาน AI ให้เป็นภาพใหญ่ครอบคลุมทุกภาคส่วน ไม่ใช่เพียงแค่ด้าน Healthcare เท่านั้น
ความท้าทายและโอกาสในการลงทุน AI สุขภาพ
ว่าที่ร้อยเอก ภก.ดร.วฤษฎิ์ อินทร์มา ระบุว่าอุตสาหกรรม AI ทางการแพทย์ทั่วโลกมีการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 35-45% ต่อปี โดยแบ่งกลุ่มการลงทุนในไทยได้ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- กลุ่ม High Growth: การประมวลผลภาพและการวินิจฉัยโรคจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว
- กลุ่มลงทุนระบบ: การสร้างระบบ AI ที่ต้องใช้การบูรณาการ
- กลุ่มลงทุนระยะยาว: การสร้างฐานข้อมูลเชิงลึก เช่น ข้อมูลจีโนม เพื่อรองรับการแพทย์ส่วนบุคคล (personalized medicine)
ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐ เช่น กระทรวงสาธารณสุข (ผ่านโครงการ Genome Thailand) กสทช. และกระทรวงมหาดไทย ต่างมีบทบาทในการดูแลข้อมูล แต่การขาดการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยจึงมีความกังวลว่าบริษัทไทยอาจเสียเปรียบในการแข่งขันกับบริษัทต่างชาติที่มีเงินทุนและการเข้าถึงข้อมูลมากกว่า จึงพยายามส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์เปิดใจให้ความร่วมมือในการรวบรวมข้อมูลเพื่อฝึกฝน AI ให้เหมาะสมกับคนไทยมากที่สุด
ในแง่ของโครงการ Sandbox ที่เคยมี เช่น ของ TCELS และ NIA ยังคงประสบปัญหาเรื่องความต่อเนื่องของงบประมาณ เนื่องจากเป็นโครงการที่เน้นการทดลองและไม่ได้มีการสนับสนุนงบประมาณระยะยาว ทำให้ขาดความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม โครงการ Sandbox ในพื้นที่ EEC ที่เน้นการลงทุนด้านการแพทย์อาจเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจ หากสามารถดึงดูดการลงทุนและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนได้จริง
สำหรับสมาชิกของสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย ปัจจุบันมีสมาชิกสามัญกว่า 60 บริษัท และวิสามัญเกือบ 200 บริษัท โดยมีบริษัทที่พัฒนา AI เช่น Perceptra (AI อ่าน Chest X-ray), Ooca และ DMIND (Telemedicine จิตเวช) โดยสมาคมฯ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของผู้ประกอบการในการเสนอข้อคิดเห็นต่อภาครัฐ และจัดการประชุมสัมมนาเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม
การสนับสนุนจากภาครัฐ: กุญแจสู่ความสำเร็จ
ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนในกลุ่ม AI ที่ยังไม่สร้างกำไรในระยะสั้น เช่น การสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลานาน โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ประกาศแผนจัดสรรงบประมาณกว่า 3-4 พันล้านบาท ในรูปแบบของ Soft Loan หรือเงินอุดหนุน เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม S-Curve ใหม่นี้ รวมถึงมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ
ว่าที่ร้อยเอก ภก.ดร.วฤษฎิ์ อินทร์มา กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงทุนใน AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้อเครื่องมือสำเร็จรูป แต่ต้องสามารถปรับปรุงและพัฒนาโค้ดให้เหมาะสมกับบริบทของไทยได้ ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพภายในประเทศได้เอง เช่น การตรวจคัดกรองความเสี่ยงของทารกในครรภ์ แทนที่จะต้องพึ่งพาการวิเคราะห์จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าและสร้างความมั่นคงทางข้อมูลให้กับประเทศ
การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย และภาคเอกชน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้ AI สุขภาพของไทยก้าวหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ สร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน
–TCELS ชู AI ทางการแพทย์ ยกระดับอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ไทย สร้างมูลค่าเศรษฐกิจกว่า 1,200 ล้านบาท







