เตรียมปิดตำนาน “รถเมล์ครีมแดง” ขสมก. ลุยเปลี่ยนเป็น ‘รถเมล์ EV’ ทั้ง 1,520 คัน

เตรียมปิดตำนาน "รถเมล์ครีมแดง" ขสมก. ลุยเปลี่ยนเป็น 'รถเมล์ EV' ทั้ง 1,520 คัน

องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) เตรียมแผนยกเครื่องการให้บริการครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ จากการเป็นเจ้าของทรัพย์สินมาสู่การเช่ารถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อขับเคลื่อนการขนส่งสาธารณะในเมืองหลวง นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงินและมลพิษที่สะสมมายาวนาน

ยุติยุครถเมล์เก่า: ต้นทุนมหาศาลและมลภาวะ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาพจำของคนกรุงเทพฯ คือรถเมล์ร้อนสีครีมแดง ซึ่งมีอายุการใช้งานเกือบ 30 ปี รถกลุ่มนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของปัญหาควันดำและฝุ่น PM 2.5 อีกทั้งยังก่อให้เกิดต้นทุนการซ่อมบำรุงที่สูงมาก ขสมก. มีรถเมล์กลุ่มนี้ถึง 1,520 คัน ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ต้องเร่งเปลี่ยน นอกจากนี้ รถปรับอากาศเก่า และรถ NGV ซึ่งเริ่มไม่เหมาะสมกับการใช้งาน เนื่องจากอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไม่ต่างจากดีเซล (เฉลี่ย 1.7 กม./ลิตร) ก็เป็นอีกภาระที่ต้องเผชิญ

เปลี่ยนจาก ‘ซื้อ’ เป็น ‘เช่า’: กลยุทธ์ตัดภาระหนี้

กิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV โดยเลือกใช้วิธีเช่ารถโดยสารเป็นระยะเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2568 – 2575) แทนการจัดซื้อ ซึ่งเป็น “Strategic Move” ที่น่าสนใจ เพราะการเช่าจะช่วยตัดภาระด้านค่าซ่อมบำรุง การดูแลรักษา และความเสี่ยงจากทรัพย์สินที่เสื่อมสภาพ ออกไปให้กับผู้ให้เช่า ทำให้ ขสมก. สามารถกลับมามุ่งเน้นที่ธุรกิจหลักคือการให้บริการเดินรถอย่างมีประสิทธิภาพ และยังรองรับการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีในอนาคต หาก EV ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

โครงการจัดหารถเมล์ EV ล็อตแรก จำนวน 1,520 คัน เพื่อมาแทนรถร้อนทั้งหมด ใช้งบประมาณในการเช่ากว่า 15,500 ล้านบาท แต่จะส่งผลให้ ขสมก. ประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ถึงกว่า 70% หรือประมาณ 1,400 ล้านบาทต่อปี จากค่าน้ำมันเชื้อเพลิงปัจจุบันที่สูงถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี การลดค่าใช้จ่ายนี้จะช่วยลดภาระการขาดทุนขององค์กร และลดการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้านสิ่งแวดล้อม รถ EV 1,520 คันนี้ จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และ PM 2.5 ลงได้เกือบ 70% ของรถเมล์ทั้งหมดที่ ขสมก. มีอยู่ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการเป็นองค์กร Net Zero Emission จากยานพาหนะทั้งหมดภายในปี 2030

ไทม์ไลน์การเปลี่ยนแปลง และชีวิตคนกรุง

รถเมล์ EV ปรับอากาศจำนวน 1,520 คัน ตามแผนงานจะเริ่มเข้าประจำการงวดแรกในเดือนมีนาคม 2570 โดยปัจจุบันได้มีการประกาศเชิญชวนผู้ที่สนใจยื่นข้อเสนอแล้ว ซึ่งมีกำหนดเปิดซองวันที่ 23 ธันวาคมปีนี้ และคาดว่าจะสามารถลงนามสัญญาได้ในปลายเดือนมกราคมปีหน้า หลังจากเปลี่ยนรถร้อนแล้ว ขสมก. จะเดินหน้าเปลี่ยนรถแอร์สภาพเก่าอีก 700-800 คันต่อไป

สำหรับคนกรุงเทพฯ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงหมายถึงการได้ใช้รถโดยสารปรับอากาศพลังงานสะอาด แต่รัฐบาลยังมีนโยบายสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าเดินทาง อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส และการผลักดันระบบ ตั๋วร่วม ซึ่งได้ผ่าน พ.ร.บ. แล้ว โดย ขสมก. อยู่ระหว่างปรับปรุงระบบเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งอื่น ๆ ทั้งล้อ ราง เรือ ทำให้ค่าโดยสารจะไม่เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าที่ประชาชนรับได้

นอกจากนี้ ขสมก. ยังมีแผนพัฒนาพื้นที่อู่รถเมล์ให้เป็น พื้นที่สีเขียว (Green Area) บริหารจัดการเชิงพาณิชย์ และปรับปรุงอาคารสำนักงานให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมและสร้างรายได้เสริม ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ ขสมก. จากที่เคยถูกมองเป็นจำเลยสังคมด้านมลพิษ กลายเป็นฮีโร่ด้านพลังงานสะอาดและผู้ขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตคนเมืองในที่สุด

DIPROM Serve เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก ยกระดับภาคอุตสาหกรรม เสริมสภาพคล่องธุรกิจ SME

Scroll to Top