วิกฤตค่าครองชีพกำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งใหม่จากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างคู่ขัดแย้งหลักอย่าง สหรัฐฯ อิสราเอล และ อิหร่าน ส่งผลกระทบไปถึงกลุ่มผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วงเดือนเมษายนนี้
อย่างไรก็ตาม ต้นตอของปัญหาในรอบนี้มีความน่าสนใจและแตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะหมัดฮุคสำคัญไม่ได้มาจากราคาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวิกฤต “บรรจุภัณฑ์” ที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างหนัก
สมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย ได้ฉายภาพสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นว่า ปัญหาหลักในขณะนี้คือการขาดแคลน “เม็ดพลาสติก” ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตถุง ขวด และซองบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตพุ่งสูงขึ้น จนผู้ผลิตรายใหญ่เริ่มส่งหนังสือแจ้งปรับราคา ขณะที่รายย่อยแม้ไม่มีหนังสือแจ้งทางการแต่ก็แบกรับต้นทุนที่พุ่งไปในทิศทางเดียวกัน
ส่องกลุ่มสินค้าเสี่ยง “ราคาพุ่ง-ของขาด”
จากวิกฤตบรรจุภัณฑ์ในครั้งนี้ สินค้าที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแทบทุกประเภทจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าใกล้ตัว ได้แก่:
- น้ำดื่ม: แบรนด์ใหญ่ที่มีต้นทุนการบริหารจัดการสูง อาจมีราคาสูงกว่าแบรนด์ท้องถิ่นถึงเท่าตัว
- ขนมขบเคี้ยว (Snack): โดยเฉพาะกลุ่มราคา 5 บาท ที่ปัจจุบันต้นทุนบรรจุภัณฑ์และการจัดการสูงกว่าตัวสินค้าข้างใน อาจมีการยกเลิกไซส์เล็กหรือปรับราคาขึ้น
- สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป: ทุกชนิดที่ต้องพึ่งพาซองหรือขวดพลาสติกในการจัดจำหน่าย
แนะผู้บริโภค “ตั้งสติ” อย่าตื่นตระหนกกักตุน
สมชาย เน้นย้ำว่า แม้บรรจุภัณฑ์จะมีปัญหา แต่ตัวสินค้าไม่ได้ขาดแคลน จึงอยากให้ประชาชนรับข่าวสารอย่างมีสติ และไม่ควรแห่กักตุนสินค้าจนเกิดภาวะ “ของขาด” เทียมเหมือนกรณีน้ำมันปาล์มในอดีต เพราะการกักตุนนอกจากจะทำให้กลไกตลาดบิดเบือนแล้ว สินค้าที่ซื้อไปอาจหมดอายุจนกลายเป็นการเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์
ทางรอดในยุคของแพง: ปรับพฤติกรรม-ลดต้นทุนแฝง
ในสภาวะที่โลกไม่ปกติและเผชิญกับผลกระทบจากสงครามที่ลากยาว ผู้บริโภคจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด:
- เลือกแบรนด์ท้องถิ่น (Local Brand): สินค้าท้องถิ่นมักมีต้นทุนขนส่งต่ำกว่า และไม่ต้องผ่านกระบวนการตลาดที่ซับซ้อน ทำให้ได้ราคาที่ถูกกว่าในคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน
- ระวังต้นทุนความสะดวกสบาย: ปัจจุบันคนไทยยินดีจ่ายแพงขึ้นถึง 30-65% จากการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์ม ซึ่งรวมทั้งค่าบริการและค่าบรรจุภัณฑ์พิเศษ หากต้องการประหยัด การกลับมาซื้อสินค้าด้วยตัวเองหรือลดการพึ่งพาเดลิเวอรี่จะช่วยเซฟเงินในกระเป๋าได้มาก
- เตรียมรับมือวิถีชีวิตแบบสมถะ: หากวิกฤตบรรจุภัณฑ์รุนแรงขึ้น เราอาจเห็นการกลับมาใช้บรรจุภัณฑ์แบบเรียบง่าย ไม่เน้นความสวยงามแต่เน้นการใช้งาน เพื่อให้ราคาสินค้ายังคงอยู่ในระดับที่จับต้องได้
สุดท้ายนี้ การบริหารจัดการราคาสินค้าของภาครัฐควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดและสถานการณ์จริง มากกว่าการฝืนพยุงราคาจนเกิดความบิดเบือน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
ชมคลิปเต็มๆ คลิกเลย
–สงครามอิหร่าน ทำตะวันออกกลางไม่ปลอดภัย เสนอต่างชาติ เช่า 60 ปี ดึงเศรษฐีดูไบ ซื้อบ้านหลัง 2 ในไทย






