พลิกโฉมชุดนักเรียน! “เสื้อผ้าเบอร์ 5” นวัตกรรมรักโลก ซักแล้วแทบไม่ต้องรีด ช่วยประหยัดค่าไฟ

พลิกโฉมชุดนักเรียน! "เสื้อผ้าเบอร์ 5" นวัตกรรมรักโลก ซักแล้วแทบไม่ต้องรีด ช่วยประหยัดค่าไฟ

ต้อนรับช่วงเวลาเปิดเทอมใหม่ของเด็ก ๆ ที่สร้างความวุ่นวายใจให้คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย โดยเฉพาะภาระงานบ้านมหาศาลอย่างการซักและรีดชุดนักเรียน รวมถึงความกังวลเรื่องสารเคมีตกค้างที่อาจเป็นอันตรายต่อผิวของลูกหลาน แต่รู้หรือไม่ว่าปัจจุบันมีนวัตกรรม “เสื้อผ้าเบอร์ 5” เข้ามาเป็นตัวช่วยแก้ปัญหานี้ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์ผู้ปกครองแล้ว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอีกด้วย

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เริ่มต้นโครงการฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 มาตั้งแต่ปี 2536 เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน โดยปรับกลยุทธ์มามุ่งเน้นฝั่ง Demand Side หรือการรณรงค์ให้ประชาชนลดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน แทนการมุ่งเน้นฝั่ง Supply Side หรือการผลิตไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว และตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา กฟผ. ได้ขยายผลมาตรฐานฉลากเบอร์ 5 เข้าสู่ตัววงการสิ่งทอ โดยเริ่มต้นที่เสื้อเบอร์ 5 และปัจจุบันได้ขยายครอบคลุมไปถึงชุดนักเรียน ชุดนักเรียนที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล ไปจนถึงผ้าม่านเบอร์ 5

รังสินี ประกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการด้านการใช้พลังงาน กฟผ. เปิดเผยว่า มาตรฐานสิ่งทอและเสื้อผ้าเบอร์ 5 มีการวางเกณฑ์การทดสอบที่เข้มงวดเพื่อการันตีคุณภาพและความคุ้มค่า โดยมุ่งเน้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่

  • มิติที่ 1 การลดใช้พลังงานและประหยัดเวลา: เสื้อผ้าต้องซักง่ายและรีดง่าย โดยมีการกำหนดมาตรฐานความเรียบหลังซักไว้ที่ระดับ 3.5 ขึ้นไป ซึ่งเป็นระดับที่ผ้าจะยับน้อยมากหลังซักเสร็จ เพียงแค่ดึงและขึงตากก็แทบไม่ต้องรีด ช่วยลดเวลารีดผ้าจากปกติชุดละ 5 นาที ให้เหลือเพียงประมาณ 2 นาทีเท่านั้น
  • มิติที่ 2 คุณภาพและความปลอดภัย: สิ่งทอเบอร์ 5 มั่นใจได้ว่าไม่มีสารก่อมะเร็ง ลดสารเคมีตกค้างที่เป็นอันตรายต่อผิว และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • มิติที่ 3 ความคงทนและใส่สบาย: เนื้อผ้ามีความทนทาน ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม โดยต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน ทั้งการวัดแรงดึงของผ้า ความคงทนต่อการซักรีด การถูผ้า และปฏิกิริยาของเนื้อผ้าเมื่อโดนเหงื่อ

นอกจากนี้ ในแง่ของเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมระดับมหภาค ทาง กฟผ. ได้ประเมินผลลัพธ์เชิงสถิติว่า หากมีนักเรียนไทยหันมาเลือกใช้ชุดนักเรียนเบอร์ 5 เพียง 10% หรือคิดเป็นจำนวนประมาณ 1.2 ล้านคน จะสามารถช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าของประเทศได้สูงถึง 43 ล้านหน่วยต่อปี หรือคิดเป็นมูลค่าเงินที่ประหยัดได้เกือบ 200 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกป่าในสวนหลวง ร.9 ถึง 45 สวน

ปัจจุบันฉลากเบอร์ 5 สำหรับสิ่งทอจะเป็นรูปแบบมาตรฐาน (ไม่มีการแบ่งเกรดดาวเหมือนเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อไม่ให้ซับซ้อนเกินไป) และในอนาคตผู้ประกอบการกำลังพัฒนาสเต็ปถัดไปสู่เทคโนโลยี “Cool Mode” เพื่อให้เสื้อผ้าสวมใส่เย็นสบายยิ่งขึ้น เหมาะกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ การเลือกซื้อชุดนักเรียนและสิ่งทอที่มีฉลากเบอร์ 5 จึงเป็นโมเดลที่สร้างประโยชน์แบบ วิน-วิน ทั้งต่อตัวผู้บริโภคที่ได้ของดีปลอดภัย ประเทศชาติที่ประหยัดพลังงาน และช่วยขับเคลื่อนเทรนด์สิ่งแวดล้อมโลกอย่างยั่งยืน

เซ็นทรัลพัฒนา จับมือ 2,400 ร้านค้า ลุย “Green Lease Network” ปักหมุด Net Zero 2050

Scroll to Top