ประเด็นร้อนในแวดวงเทคโนโลยีและงบประมาณแผ่นดินที่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ คือโครงการ ‘TH-AI Passport’ ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่ตั้งเป้าหมายจะแจกสิทธิ์ในการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เวอร์ชัน Pro ให้กับคนไทยจำนวน 5 ล้านคน โดยใช้งบประมาณแผ่นดินสูงถึงกว่า 1,600 ล้านบาท
แม้โครงการดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นโอกาสที่ดีในการยกระดับทักษะทางด้านดิจิทัลของประเทศไทย แต่ในอีกมุมหนึ่ง โครงการนี้กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากผู้เชี่ยวชาญในวงการไอที ทั้งในเรื่องของความคุ้มค่า ความโปร่งใสของข้อกำหนดขอบเขตงาน (TOR) รวมถึงคำถามสำคัญที่ว่า สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะทำนั้น ดีกว่าหรือแย่กว่า AI เวอร์ชันฟรีที่ประชาชนใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากโลกของ AI หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว แผนงานที่วางไว้เมื่อ 4-5 เดือนก่อน อาจกลายเป็นเรื่องล้าหลังไปแล้วในวันนี้
ปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย และอุปนายกสมาคมดิจิทัลไทย ได้ให้มุมมองว่า การพัฒนา AI ในประเทศไทยจำเป็นต้องแยกออกเป็น 2 สายให้ชัดเจน คือ “สายการพัฒนา” และ “สายการใช้งาน” ซึ่งสิ่งที่เป็นกังวลมากที่สุดคือการใช้งบประมาณทั้งสองส่วนนี้ต้องมีความสมดุลกัน และต้องเป็นความสมดุลที่มองไปในอนาคต
เนื่องจากการทำงานของระบบราชการและการเมืองไทยมักใช้เวลาในการตัดสินใจและวางแผนค่อนข้างนาน ขณะที่เทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เครื่องมือที่เคยได้ผลดีเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ปัจจุบันอาจมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า ถูกกว่า และเร็วกว่าออกมาแล้ว หากรัฐบาลยังตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานข้อมูลเดิม จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล ไม่อยากให้รัฐบาลคิดเพียงแค่การทำผลงานระยะสั้นหรือ Quick Win ว่าจ่ายเงินเท่านี้ แล้วได้คนใช้เพิ่มขึ้น 5 ล้านคนแล้วจบไป เพราะสิ่งสำคัญคือต้องคิดต่อยอดว่าหลังจากได้ตัวเลข 5 ล้านคนนี้แล้วจะทำอะไรต่อ (What Next)
นอกจากนี้ ในแง่ของนักพัฒนาไทยก็มีความน้อยใจที่ภาครัฐนำเม็ดเงินมหาศาลไปซื้อบริการ AI จากต่างชาติ แทนที่จะสนับสนุนผลิตภัณฑ์หรือบริการของคนในประเทศเพื่อพัฒนาทักษะและต่อยอดธุรกิจไทย ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถ Adopt เทคโนโลยี AI ในระดับองค์กรและธุรกิจอยู่พอสมควร จึงต้องการให้เข้าถึงเม็ดเงินสนับสนุนที่ชัดเจน รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้สมดุลระหว่างการส่งเสริมการใช้และการพัฒนา AI ของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Data Center, โมเดลต่างๆ รวมถึงการดีไซน์ Workflow ขององค์กรธุรกิจไทยเพื่อปรับระบบการทำงานใหม่ทั้งหมดด้วย AI
ทางด้าน รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์และผู้อำนวยการสถาบัน IMC ได้เปิดเผยข้อมูลจากการวิเคราะห์ TOR ของโครงการ TH-AI Passport’ ว่า สังคมรวมถึงผู้ทำ TOR กำลังมีความสับสนและกำกวมระหว่าง “Generative AI Application (ตัวแอปพลิเคชัน)” กับ “AI Model (ตัวโมเดล)” เช่น ChatGPT หรือ Claude คือชื่อแอปพลิเคชัน ส่วน GPT-5 หรือ Claude Opus คือชื่อโมเดล คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่าโครงการนี้รัฐบาลจะไปซื้อสิทธิ์ ChatGPT หรือ Gemini เวอร์ชันเสียเงินมาแจกให้ประชาชน แต่ข้อเท็จจริงใน TOR ระบุว่า รัฐบาลจะ “พัฒนาแอปพลิเคชันกลางหรือระบบ Gateway ขึ้นมาเอง” เพื่อทำหน้าที่ดึงโมเดลจากค่ายต่างๆ รวมถึงเรียกใช้ Local LLM ของไทย และมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอธิปไตยด้าน AI โดยให้ประมวลผลข้อมูลอยู่ภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก TOR ฉบับนี้หลวมจนเกินไป และถูกเขียนขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนั้นความสามารถของ AI ยังอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา AI ก้าวหน้าไปไกลมาก ส่งผลให้ฟีเจอร์ของระบบที่รัฐบาลกำลังจะพัฒนาขึ้นมาเองนั้นอาจไม่เก่งพอและไม่ทันสมัย สุดท้ายแล้วประชาชนก็อาจจะเลือกไปใช้ AI เวอร์ชันฟรีทั่วไปที่เปิดให้ใช้กันอยู่แล้ว ซึ่งเผลอๆ อาจมีความสามารถและทำอะไรได้มากกว่าสิ่งที่เรากำลังลงทุนสร้างด้วยซ้ำ จนนำไปสู่ความกังวลว่าเครื่องมือที่ทำมาจะไม่มีคนใช้และสูญเปล่า
รศ.ดร.ธนชาติ ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการใช้ AI ของประเทศไทยในปัจจุบันที่ระบุว่ามีสัดส่วนการใช้งานต่ำเพียง 10% นั้น แท้จริงแล้วไม่ได้เกิดจากการที่ประชาชน “เข้าถึงเครื่องมือไม่ได้” เพราะเครื่องมือ AI มีให้เลือกใช้อยู่มากมายทั้งเวอร์ชันฟรีของต่างประเทศและของไทย แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “ความตระหนักรู้และการเรียนรู้ในการนำไปใช้” การสร้างคนให้มีทักษะ มีความรู้ มีความคิดว่าปัญหาในแต่ละกรณีจะนำ AI เข้ามาช่วยงานได้อย่างไร จึงมีความสำคัญมากกว่าเรื่องการเน้นใช้เครื่องมือ
ทั้งนี้ ในมุมมองของกูรูทั้งสองท่านเห็นพ้องกันว่า กระทรวง DE มีความตั้งใจดีและเดินมาถูกทิศทางในการส่งเสริมให้เกิดการยกระดับทักษะ AI ของคนในประเทศ แต่สิ่งที่อยากเห็นคือ การทบทวนเรื่องการพัฒนาเครื่องมือขึ้นมาเอง และปรับเปลี่ยนแผนงานให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยรัฐบาลจำเป็นต้องแสดง “แผนแม่บท (Master Plan)” ภาพใหญ่ของประเทศให้ชัดเจน ว่าต้นน้ำทำอะไร ปลายน้ำทำอะไร มีแผนส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างไร เช่น การสนับสนุน GPU Cloud สำหรับสตาร์ทอัพไทย การสร้าง AI Sandbox หรือการทำ Thai Open Dataset ออกมาพร้อมกัน เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยลดกระแสคัดค้านและสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศได้อย่างยั่งยืน โดยประชาชนเองก็ไม่ควรมีอคติกับโครงการจนเกินไป แต่ควรมองที่ผลลัพธ์ว่าประเทศชาติจะได้รับประโยชน์อะไรในท้ายที่สุด
นอกจากนี้ การพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยจะต้องไม่ข้ามขั้น สิ่งสำคัญคือประเทศไทยต้องทำเรื่อง Digitization และ Digitalization รวมถึงการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลให้แน่นหนาก่อน เพราะหากไม่มีฐานข้อมูลดิจิทัลที่แน่นพอ (Fundamental) การจะก้าวไปสู่การใช้ AI ก็จะไม่สามารถทำได้จริง
ชมคลิป คลิก
–ไทยช่วยไทยพลัส ปิดลงทะเบียน 26 ล้านคน ! จันทร์หน้า 1 มิ.ย. รอสแกนเลย







