รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย 2568: ความเปราะบางเชิงระบบและข้อท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย 2568: ความเปราะบางเชิงระบบและข้อท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยยังคงอยู่ในภาวะที่เปราะบาง แม้จะมีความพัฒนาการเชิงบวกในบางมิติ แต่ภาพรวมยังคงเผชิญกับความท้าทายและการละเมิดสิทธิในหลายด้าน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขเชิงระบบอย่างเร่งด่วน ตั้งแต่กระบวนการยุติธรรม สิ่งแวดล้อม สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ แรงงาน ไปจนถึงความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

กระบวนการยุติธรรมและปัญหาเชิงระบบ

ความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมต้องครอบคลุมตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ไม่ใช่เพียงแค่ผลของคำพิพากษา ปัจจุบันการจับกุมและการควบคุมตัวยังคงเป็นประเด็น แม้จะมีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้สูญหายบังคับใช้แล้วก็ตาม นอกจากนี้ สถิติคดีอาญาในปีงบประมาณ 2567-68 มีจำนวนสูงกว่า 2,200,000 คดี ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในชั้นสอบสวนเนื่องจากพนักงานสอบสวนมีจำนวนไม่เพียงพอ และมีภาระจากคดีออนไลน์เพิ่มขึ้น รวมถึงปัญหาการอายัดตัวและการปฏิเสธการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีการเมือง ซึ่งกระทบต่อหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ (Presumption of Innocence)

ขณะที่ปลายทางของกระบวนการยุติธรรมพบปัญหาความแออัดยัดเยียดในเรือนจำอย่างรุนแรง โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังเกือบ 300,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีสูงถึง 90,123 คน และเป็นคดียาเสพติดถึงร้อยละ 69 สะท้อนถึงการใช้โทษจำคุกที่มากเกินไป จนส่งผลกระทบต่อการพัฒนาพฤตินิสัยและการแก้ไขผู้กระทำผิดเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

ด้านการละเมิดสิทธิโดยเจ้าหน้าที่รัฐและการทรมาน ปัจจุบันมีการขยายผลการบังคับใช้กฎหมายไปยังกลุ่มครูในสถานศึกษา หลังพบกรณีลงโทษนักเรียนเกินกว่าเหตุจนบาดเจ็บรุนแรง ส่วนสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ยังคงเผชิญกับการฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อปิดปาก (SLAPP) ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองร่วมกับกระทรวงยุติธรรม

สิทธิสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน

จากการที่คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งประชาชาติรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีตั้งแต่ปี 2564 ทำให้เกิดการบังคับใช้กติการะหว่างประเทศเพื่อตรวจสอบการละเมิดสิทธิที่ครอบคลุมถึงห่วงโซ่อุปทานและการลงทุนข้ามพรมแดนของนิติบุคคลไทย เช่น โครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังมีปัญหาความทับซ้อนในเชิงนโยบายพลังงาน เช่น ปัญหาค่าไฟฟ้าฐานในภาคครัวเรือนที่มีความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาพลังงาน (PDP) และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เกินความจำเป็น

ปัญหาการดำเนินโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐ เช่น โครงการแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) และโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายจากภาคประชาชน ข้อมูลไม่ทั่วถึง และกระบวนการจัดรับฟังความคิดเห็นขาดการบูรณาการ นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA/EHIA) ยังไม่ได้วิเคราะห์ผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเพียงพอ

สำหรับปัญหาที่ดินทำกิน พบความผิดพลาดอย่างรุนแรงในการกำหนดเส้นแนวเขตที่ดินของรัฐ ทำให้ประชาชนจำนวนมากถูกอพยพโยกย้าย ซึ่งจำเป็นต้องเร่งรัดการทำแนวเขตที่ดินร่วมกันผืนเดียว (One Map) เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อยู่อาศัยมาก่อนการประกาศเขตอุทยานหรือเขตป่าของรัฐ

สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์และผู้มีปัญหาสถานะบุคคล

แม้ประเทศไทยจะมีความคืบหน้าจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เมื่อปี 2568 แต่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนเกือบ 10 ล้านคนยังคงเผชิญปัญหาการถูกเบียดขับจากนโยบายประกาศเขตอนุรักษ์และนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ทับซ้อนกับพื้นที่อยู่อาศัยดั้งเดิม เช่น กลุ่มกะเหรี่ยงบางกลอย ดอยช้างป่าแป๋ กลุ่มลาหู่ กลุ่มมานิ และกลุ่มชาวเลอูรักลาโว้ยและมอแกน

ในด้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม เด็กกลุ่มชาติพันธุ์จำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน และมีความเสี่ยงที่ภาษาท้องถิ่นจะสูญหายถึง 15 ภาษา จากทั้งหมด 70 กลุ่มภาษา ขณะที่การเข้าถึงสาธารณสุขและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานยังคงวิกฤต เช่น ชุมชนชาวเลในพื้นที่ท่องเที่ยวบางแห่งยังต้องดื่มน้ำบ่อที่ไม่ผ่านการตรวจความสะอาด และต้องแบกรับค่ากระแสไฟฟ้าสูงถึง 25 บาทต่อหน่วย รวมถึงยังคงถูกมองผ่านมิติความมั่นคงและการสร้างอคติจากสื่อ

สำหรับผู้มีปัญหาสถานะบุคคลที่มีจำนวนราว 9 แสนคน มีพัฒนาการเชิงบวกจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่ช่วยเร่งรัดกระบวนการจนสามารถแก้ไขปัญหาสถานะบุคคลได้นับแสนคนภายในปีเดียว อย่างไรก็ตาม กระบวนการคืนสิทธิยังคงล่าช้าเนื่องจากข้อจำกัดด้านบุคลากรในระดับอำเภอ โดยยังมีกลุ่มคนไทยพลัดถิ่น เด็กกลุ่ม G ผู้สูงอายุไร้สัญชาติ พระภิกษุสามเณร และกลุ่มผู้หนีภัยจากการสู้รบใน 9 ค่ายพักพิงที่อาศัยอยู่มานานกว่า 40 ปี ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนงบประมาณด้านอาหารและการรักษาพยาบาล

สิทธิประชากรเฉพาะกลุ่มและกลุ่มเปราะบาง

  • กลุ่มแรงงาน: แรงงานแพลตฟอร์ม (ไรเดอร์ แม่บ้าน ผู้ดูแลผู้สูงอายุ) ที่มีจำนวนกว่า 1,200,000 คน เผชิญความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุและการคุกคามทางเพศ แต่ยังขาดกฎหมายคุ้มครองเนื่องจากถูกตีความว่าเป็นแรงงานกึ่งอิสระ ส่วนแรงงานไทยที่ไปเก็บผลไม้ป่าในยุโรปเผชิญปัญหาหนี้สินจากการถูกหลอกลวงและกดราคา แม้ฟินแลนด์จะปรับเปลี่ยนให้เป็นแรงงานตามฤดูกาล (Seasonal Worker) แล้วแต่กระบวนการเอาเปรียบในพื้นที่ยังคงมีอยู่ ขณะที่แรงงานจ้างเหมาบริการในระบบราชการ เช่น นักการภารโรงและครูธุรการ เผชิญการเอาเปรียบจากสัญญาจ้างที่ไม่ได้รับสวัสดิการประกันสังคม สำหรับกลุ่มแรงงานข้ามชาติยังคงขาดนโยบายระยะยาวและมีค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนสูง ส่วนกลุ่ม Sex Worker ยังคงไม่ได้รับการคุ้มครองและผิดกฎหมายตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี
  • กลุ่มเพศสภาพและสตรี: อัตราส่วนของผู้หญิงในระดับตัดสินใจยังคงต่ำกว่าเป้าหมาย ด้านความรุนแรงในครอบครัวพบสถิติผู้หญิงถูกกระทำความรุนแรงสูงถึง 46 คนต่อวัน สำหรับสิทธิในการทำแท้งปลอดภัยแม้กฎหมายจะอนุญาตให้อายุครรภ์ไม่เกิน 12 สัปดาห์ทำได้ และอายุครรภ์ 12-20 สัปดาห์ต้องผ่านการปรึกษา แต่ยังคงมีข้อจำกัดและบทลงโทษทางอาญา อย่างไรก็ตาม มีความก้าวหน้าจากการแก้ไขกฎหมายอาญาฉบับที่ 30 ที่เพิ่มโทษการคุกคามทางเพศทั้งต่อหน้าและออนไลน์ รวมถึงขยายความคุ้มครองฐานข่มขืนกระทำชำเราให้ครอบคลุมอวัยวะเพศที่ทำขึ้นใหม่ของผู้ข้ามเพศ
  • ผู้สูงอายุและเด็ก: ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มขั้น แต่ยังขาดหลักการประกันรายได้ที่เพียงพอ โดยเบี้ยยังชีพปัจจุบันไม่ครอบคลุมเส้นความยากจน และมีการจำกัดอายุการทำงานที่ 60 ปี ด้านสิทธิเด็กเผชิญปัญหาการปิดตัวของศูนย์เรียนรู้สำหรับเด็กข้ามชาติ (Migrant Learning Center) ซึ่งส่งผลให้เด็กเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดและพัวพันกับยาเสพติด

สถานการณ์ชายแดนและความมั่นคง

พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง ส่งผลให้ต้องปิดโรงเรียนเป็นจำนวนมาก กระทบต่อสิทธิการศึกษาของเด็ก กลุ่มเปราะบาง และสิทธิของแรงงานกัมพูชา รวมถึงปัญหาการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ (Fake News) และวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง (Hate Speech) ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนแผนเผชิญเหตุและเร่งฟื้นฟูสุขภาพจิตของผู้ได้รับผลกระทบ

สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปี 2568 เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงรวม 531 เหตุการณ์ ปัญหาฝังรากลึกมาอย่างยาวนานกว่าหลายทศวรรษ การบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง 3 ฉบับ ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการควบคุมตัว การซักถาม และการตรวจเก็บดีเอ็นเอ (DNA)

นอกจากมิติด้านความมั่นคงแล้ว พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเผชิญวิกฤตด้านสาธารณสุขและสุขภาพจิต โดยพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบในจังหวัดยะลาและปัตตานีเป็นโรคหัดสูงที่สุดในประเทศเนื่องจากอัตราการรับวัคซีนต่ำ ซึ่งเชื่อมโยงกับบริบทความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรม ยิ่งไปกว่านั้น สถิติความพยายามฆ่าตัวตายพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจถึง 392 รายในปี 2568 เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีเพียง 91 ราย สอดคล้องกับงานวิจัยในกลุ่มตัวอย่างนักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในปัตตานีที่พบว่ามีเยาวชนจำนวนมากมีความคิดและพยายามฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนที่กระทรวงสาธารณสุขต้องเข้ามาดูแลเชิงรุก

กสม. เผยรายงานสิทธิมนุษยชนไทยปี 68 ชี้พัฒนาการเด่นคู่ข้อท้าทาย ยื่น 114 ข้อเสนอแนะจี้รัฐยกระดับการคุ้มครอง

Scroll to Top