บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประกาศความสำเร็จในการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ
Chevron Hong Kong Limited (CHK) จาก Chevron Companies (Greater China) Limited (CCGC) โดยการ
ทำธุรกรรมตามสัญญาซื้อขายเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พร้อมเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bangchak Hong Kong (BHK) นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจาก และเสริมความแข็งแกร่งด้านการค้าและการพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียเหนือ
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นไปตามยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาวของกลุ่มบริษัทบางจาก โดยฮ่องกงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการเงิน การค้า การเดินเรือ และการบินที่สำคัญ
ของเอเชีย ขณะที่ BHK มีฐานธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการค้า และธุรกิจเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทบางจากในตลาดต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชีวภาพและพลังงานคาร์บอนต่ำ ตามความต้องการของตลาดและความเหมาะสมในเชิงพาณิชย์
“การเข้าซื้อ Bangchak Hong Kong ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการเติบโตในระดับภูมิภาค และจะเสริมศักยภาพของกลุ่มบริษัทบางจากในฐานะผู้ค้าพลังงานที่มีเครือข่ายครอบคลุมมากยิ่งขึ้น BHK จะเป็นฐานธุรกิจ
ด้านการค้าและการพาณิชย์ของกลุ่มบริษัทบางจากในภูมิภาคเอเชียเหนือ เชื่อมโยงธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการค้า
และธุรกิจเชื้อเพลิงสำหรับเรือเดินสมุทร เข้ากับเครือข่ายของกลุ่มบริษัทบางจาก พร้อมสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในตลาดโลก”
ปัจจุบัน บางจากฯ เป็นบริษัทพลังงานชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มีการดำเนินธุรกิจใน 10 ประเทศทั่วโลก โดยมีโครงสร้างธุรกิจหลัก 5 กลุ่ม ได้แก่
- กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ (บริหารโรงกลั่นบางจาก พระโขนง และศรีราชา กำลังการกลั่นรวมประมาณ 300,000 บาร์เรลต่อวัน รวมถึงกำลังผลิต SAF)
- กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ (ลงทุนใน OKEA ASA ประเทศนอร์เวย์ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
- กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน (มุ่งสู่พลังงานสะอาดและ Data Center)
- กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน (การซื้อขายพลังงานแบบมีสินทรัพย์รองรับ)
- กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ (ลงทุนนวัตกรรมผ่านสถาบัน BiiC)
นอกจากนี้ บางจากฯ ยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Carbon Markets Club และร่วมลงนามในกรอบความร่วมมืออาเซียน (ASEAN Common Carbon Framework) เพื่อขับเคลื่อนตลาดคาร์บอนเครดิตที่มีคุณภาพ โดยตั้งเป้าหมายสูงสุดในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050







