ผลสำรวจเผย ประสิทธิภาพพลังงานเป้าหมายเบอร์ 1 ดัน Digitalization พลิกโฉมสู่อาคารอัจฉริยะ Net Zero

ผลสำรวจเผย ประสิทธิภาพพลังงานเป้าหมายเบอร์ 1 ดัน Digitalization พลิกโฉมสู่อาคารอัจฉริยะ Net Zero

รายงาน Siemens Infrastructure Transition Monitor 2025 ฉบับเจาะลึกอาคารอัจฉริยะ (Inside Smarter Buildings) ซึ่งสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารระดับสูง 1,400 คนทั่วโลก สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อการยกระดับประสิทธิภาพพลังงานในอาคารขยับขึ้นสู่อันดับ 1 ของเป้าหมายเร่งด่วนในรอบ 3 ปีข้างหน้า จากเดิมที่เคยอยู่อันดับ 7 ในปี 2566 ตอกย้ำว่าอาคารไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนดำเนินงานอีกต่อไป แต่เป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ในการพิชิตเป้าหมายลดคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

ข้อมูลเชิงลึกระบุว่า องค์กรกว่าครึ่งหนึ่งกำลังวางแผนจัดสรรงบประมาณเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่าน โดย 57% เตรียมเพิ่มการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน 55% โฟกัสเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ และ 54% เร่งปรับเปลี่ยนระบบไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า สะท้อนการมองเห็นคุณค่าว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานคือจุดเริ่มต้นที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด ทั้งในเชิงการเงินและการดำเนินงาน เหมือนกรณีตัวอย่างในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่เดินหน้าปรับปรุงอาคารภาครัฐ 60 แห่งด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง มุ่งลดการใช้พลังงานและน้ำ 27% พร้อมลดคาร์บอนได้ราว 15,400 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

อย่างไรก็ตาม แผนงาน Net Zero by 2050 ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าทั่วโลกต้องปรับปรุงอาคารเดิม (Retrofit) เชิงลึกให้ได้มากกว่า 2% ต่อปี เพื่อให้อาคาร 20% พร้อมสำหรับคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2573 ทว่าอัตราการปรับปรุงอาคารในปัจจุบันกลับยังไม่ถึง 1% ต่อปี ซ้ำส่วนใหญ่ยังเป็นการปรับปรุงเพียงผิวเผิน โดยอุปสรรคสำคัญที่สุดคือปัญหาด้านการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่มีผู้บริหารสูงถึง 60% กังวลว่าการลดคาร์บอนมีต้นทุนสูงเกินไป และมีเพียง 33% ที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เพียงพอ ปัจจัยกดดันทั้งการขาดแคลนทุน ราคาพลังงาน และต้นทุนอุปกรณ์ จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฉุดรั้งความก้าวหน้า

ทางออกสำคัญที่กำลังเข้ามาปลดล็อกปัญหานี้คือ โมเดล Energy-as-a-Service (EaaS) ซึ่งปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการจ่ายเงินลงทุนก้อนใหญ่ล่วงหน้า (CapEx) มาเป็นการจ่ายตามค่าบริการใช้งานจริง (OpEx) ผ่านสัญญาบริการระยะยาว

โดยผู้ให้บริการจะรับผิดชอบการลงทุนปรับปรุงระบบทั้งหมด และรับผลตอบแทนจากส่วนแบ่งพลังงานที่ประหยัดได้จริง ทำให้เจ้าของอาคารไม่ต้องแบกรับภาระเงินสดตั้งต้น ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันกฎระเบียบอาคาร ซึ่งองค์การสหประชาชาติประเมินว่าภาคอาคารสามารถช่วยลดคาร์บอนทั่วโลกได้ถึง 11% ภายในปี 2578 เทียบเท่ากับการลดรถยนต์บนท้องถนน 1,000 ล้านคันต่อปี แต่ในปัจจุบัน การก่อสร้างอาคารใหม่ทั่วโลกกว่า 50% ยังไม่มีกฎหมายควบคุมรองรับ

ในมิติของเทคโนโลยี ผู้ตอบแบบสำรวจเกินครึ่งเชื่อมั่นว่า Digitalization มีศักยภาพสูงในการลดต้นทุน (56%) และเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (55%) ผ่านระบบตรวจสอบ การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) และการปรับสภาวะอัตโนมัติ ทว่าช่องว่างสำคัญคือมีองค์กรเพียง 50% ที่มีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจ และมีเพียง 42% ที่พร้อมเชื่อมต่อระบบนิเวศดิจิทัลร่วมกับพันธมิตรภายนอก

ทั้งนี้ เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI กำลังก้าวขึ้นเป็นหัวใจหลัก โดยเฉพาะแนวคิดอาคารที่โต้ตอบกับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid-interactive Buildings) ที่สามารถคำนวณราคาไฟฟ้าและความเข้มข้นของคาร์บอนภายนอก เพื่อปรับการใช้หรือกักเก็บพลังงานแบบเรียลไทม์

ผู้บริหาร 59% เห็นพ้องว่าประโยชน์ของระบบอัตโนมัติในอาคารนั้นคุ้มค่ากว่าต้นทุนที่จ่ายไป โดยช่วยลดค่าใช้จ่าย เพิ่มความปลอดภัย และยกระดับสุขภาวะผู้ใช้อาคาร แม้ 59% จะยังมองว่าระบบยังต้องอาศัยการกำกับดูแลโดยมนุษย์ก็ตาม ขณะที่ 54% ประกาศความพร้อมในการติดตั้งระบบ และ 51% วางแผนลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในปีข้างหน้า

สำหรับภาคธุรกิจไทย บทเรียนสำคัญคือการเริ่มต้นปรับปรุงสินทรัพย์เดิมจากโจทย์ธุรกิจที่ชัดเจน ใช้ข้อมูลจริงนำทาง และเลือกโมเดลการเงินที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลลัพธ์ด้านพลังงานที่วัดผลได้จริงก่อนขยายผลสู่ระบบอัจฉริยะเต็มรูปแบบ

–การ์ทเนอร์ เตือนทศวรรษใหม่ AI พลิกโลก สรุป 10 คาดการณ์กลยุทธ์สำคัญชี้อนาคตธุรกิจถึงปี 2573