เจาะลึกอนาคตพลังงานไทย SMR ปลอดภัยแค่ไหน? นักวิชาการจุฬาฯ ชี้ทางออกกากนิวเคลียร์และการยอมรับของสังคม

เจาะลึกอนาคตพลังงานไทย SMR ปลอดภัยแค่ไหน? นักวิชาการจุฬาฯ ชี้ทางออกกากนิวเคลียร์และการยอมรับของสังคม

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทั่วโลก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ชื่อของ SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ได้กลายมาเป็นหนึ่งในทางเลือกเชิงนโยบายด้านพลังงานที่มีการพูดถึงมากที่สุดในปัจจุบัน แต่คำถามสำคัญที่สังคมยังคงกังขาคือ เทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัยเพียงพอหรือไม่ และประเทศไทยมีความพร้อมรอบด้านแค่ไหนในการรับมือกับความเสี่ยง

รายการ Biztalk ได้เปิดมุมมองเชิงลึกกับ ศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ รัศมี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อไขข้อข้องใจด้านวิศวกรรมความปลอดภัย การคัดเลือกพื้นที่ตั้ง ตลอดจนความท้าทายในการจัดการเชื้อเพลิงใช้แล้วในระยะยาว

มาตรฐานความปลอดภัย SMR กับระบบ Passive Safety

เมื่อเปรียบเทียบมาตรฐานความปลอดภัยของโรงไฟฟ้า SMR กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม ศ.ดร.สมบูรณ์ อธิบายว่า แกนหลักยังคงยึดตามหลักการของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่เน้นระบบการป้องกันแบบหลายชั้น หรือ Defense-in-Depth ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การคัดเลือกพื้นที่ตั้ง มาตรการรับมืออุบัติเหตุ ตลอดจนการลดผลกระทบต่อประชาชน

จุดเด่นของ SMR ยุคใหม่คือ การติดตั้งระบบความปลอดภัยแบบไม่พึ่งพาพลังงานภายนอก หรือ Passive Safety System ซึ่งสามารถระบายความร้อนและควบคุมความปลอดภัยได้เองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องอาศัยไฟฟ้าจากภายนอกหรือการตัดสินใจของมนุษย์ในภาวะฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน ในมิติด้านความเสี่ยงต่อชุมชน ขนาดกำลังการผลิตของ SMR ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300 เมกะวัตต์ไฟฟ้า (MWe) ถือว่าเล็กกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่มาก ส่งผลให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหาย ขอบเขตและปริมาณผลกระทบจะถูกจำกัดวงและควบคุมได้ดีกว่า

เกณฑ์การเลือกที่ตั้ง รับมือภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

ในประเด็นความกังวลเรื่องภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม หรืออัคคีภัย การคัดเลือกสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้น หากพื้นที่ใดมีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติเกินระดับที่ยอมรับได้ พื้นที่นั้นจะถูกตัดออกจากการพิจารณาทันที นอกจากนี้ การออกแบบระบบยังรองรับการจำกัดวงความเสียหายให้อยู่ในพื้นที่เฉพาะกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน

สถิติจากทั่วโลกสะท้อนว่า ประมาณ 40–50% ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มักเลือกตั้งบริเวณชายฝั่งทะเล เพื่อใช้แหล่งน้ำในการระบายความร้อน ขณะที่อีก 20–30% ตั้งอยู่ในพื้นที่แผ่นดินตอนใน (Inland) ซึ่งทุกพื้นที่จะต้องผ่านเกณฑ์ IAEA โดยพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชิดชุมชนมากเกินไปจะไม่สามารถใช้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนตั้งแต่ต้นทาง

โจทย์หินของไทย: การจัดการเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว

แม้ประเทศไทยจะมีประสบการณ์ในการจัดการกากกัมมันตรังสีจากการแพทย์และอุตสาหกรรม โดยมีสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) เป็นหน่วยงานกำกับดูแล แต่ ศ.ดร.สมบูรณ์ ย้ำชัดว่า ประเทศไทยยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงในการจัดการ “เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ใช้แล้ว”

หากภาครัฐตัดสินใจเดินหน้าโครงการ SMR การยกระดับบุคลากร องค์ความรู้ และเครื่องมือการจัดการจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน โดยหน้าที่หลักในการดูแลตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าเป็นของผู้ดำเนินการ (Operator) ภายใต้การควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวดจากภาครัฐ

ในด้านเทคนิค เชื้อเพลิงใช้แล้วยังคงมีแร่ยูเรเนียมและพลูโทเนียมตกค้าง ซึ่งสามารถนำกลับมาสกัดใช้ใหม่ได้ผ่านกระบวนการ Reprocessing ดังเช่นที่หลายประเทศดำเนินการ เช่น ฝรั่งเศส จีน และญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวมีความซับซ้อนสูง ประเทศไทยซึ่งยังเป็นผู้เล่นใหม่จึงต้องใช้เวลาในการประเมินความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์และความเป็นไปได้ทางเทคนิคต่อไป

ชั่งน้ำหนัก “ความคุ้มค่า” และการสื่อสารระยะยาว

กุญแจสำคัญที่จะตัดสินว่า SMR จะเกิดขึ้นในประเทศไทยได้หรือไม่ อยู่ที่การสื่อสารสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาใน 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความปลอดภัยที่แท้จริงและระดับความเสี่ยงในพื้นที่จริง และความชัดเจนของพิมพ์เขียวการจัดเก็บเชื้อเพลิงใช้แล้ว ซึ่งต้องเก็บรักษาต่อเนื่องหลายสิบปี และนำไปฝังกลบใต้ดินระดับลึกอีกหลายหมื่นปี

เทคโนโลยี SMR พัฒนาขึ้นมาประมาณ 10–20 ปี แม้จะมีสถิติการใช้งานจริงไม่มาก แต่ถูกต่อยอดมาจากองค์ความรู้ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ดั้งเดิมที่มีประสบการณ์มากว่า 50–60 ปี ในมุมวิศวกรรมจึงไม่มีสิ่งใดที่ปราศจากความเสี่ยง การขับเคลื่อน SMR จึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจกับระดับความเสี่ยงที่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมยอมรับได้จริง

–ถอดรหัสการเงินยุคใหม่ Financial Literacy จัดการหนี้บริโภค รู้ทันภัยไซเบอร์