‘Liquid Cooling’ พลิกโฉมอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์: โอกาสทองของไทย สู่ ‘AI Hub’ ระดับโลก

'Liquid Cooling' พลิกโฉมอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์: โอกาสทองของไทย สู่ 'AI Hub' ระดับโลก

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังก้าวเข้ามาเปลี่ยนโลกในทุกมิติ โดยเฉพาะในเอเชียที่ทุกประเทศต่างเร่งสร้างความได้เปรียบเพื่อก้าวเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI สำหรับประเทศไทย นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะใช้จุดแข็งที่มีผลักดันประเทศให้เป็นผู้นำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลหลักของ AI ในภูมิภาคอาเซียน

ปัจจุบัน ไทยมีความพร้อมด้วยจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์กว่า 55 แห่ง ทำเลที่ตั้งใจกลางอาเซียน เครือข่ายเคเบิลใต้น้ำที่แข็งแกร่ง และนโยบายส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจาก DC Byte ที่ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นตลาดใหญ่อันดับสองของภูมิภาครองจากยะโฮร์ มาเลเซีย โดยคาดการณ์ว่าใน 5 ปีข้างหน้า จะมีการลงทุนใหม่สูงถึง 2 แสนล้านบาท ผลักดันกำลังการผลิตไฟฟ้าพุ่งไปถึง 500 เมกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าของกำลังการผลิตปัจจุบัน (157 เมกะวัตต์) การเติบโตนี้คือฐานรากสำคัญในการก้าวเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค

AI กับความท้าทายด้านพลังงานและความร้อน

แม้ AI จะเป็นขุมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การเงิน โลจิสติกส์ การแพทย์ ไปจนถึงการผลิต แต่ก็สร้างความต้องการพลังงานสำหรับการประมวลผลที่สูงอย่างไม่เคยมีมาก่อน แร็คเซิร์ฟเวอร์ AI ประสิทธิภาพสูงเพียงแร็คเดียวสามารถใช้ไฟฟ้าได้มากกว่า 30 กิโลวัตต์ เทียบเท่าการใช้ไฟของบ้าน 30-50 หลังคาเรือน และอาจพุ่งไปถึง 100 กิโลวัตต์ต่อแร็คในอนาคต การใช้พลังงานระดับนี้สร้างความร้อนมหาศาล ซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย ทำให้ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบเดิมถึงขีดจำกัด

‘Liquid Cooling’ นวัตกรรมเปลี่ยนเกมแห่งอนาคต

Gartner ยกให้เทคโนโลยี “Liquid-Cooled” หรือการระบายความร้อนด้วยของเหลว เป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานในปี 2025 เทคโนโลยีนี้ทำงานโดยการดูดซับความร้อนจากชิปประมวลผลโดยตรงด้วยของเหลวพิเศษ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการถ่ายเทความร้อนสูงกว่าระบบระบายความร้อนด้วยอากาศแบบดั้งเดิมถึง 1,000 เท่า ทำให้รองรับการประมวลผล AI ที่สร้างความร้อนสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ และใช้ของเหลวน้อยกว่าระบบทำความเย็นแบบเดิม

ทิวา เพ็ชรรัตน์ รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “Liquid Cooling ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีจัดการความร้อน แต่ยังเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย โดย Statista คาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ความต้องการกำลังไฟฟ้าสำหรับ AI workload ทั่วโลก จะเพิ่มขึ้นเป็น 156 กิกะวัตต์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าของปี 2025 การมีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับเทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูง จะทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมในการขับเคลื่อนนวัตกรรม AI พร้อมรักษาความยั่งยืนด้านพลังงานไปพร้อมกัน”

ปลดล็อกศักยภาพ AI สู่หลากหลายอุตสาหกรรม

การทำให้ AI Workload ทำงานได้เต็มสมรรถนะอย่างต่อเนื่องด้วย Liquid Cooling เปิดโอกาสให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ภาคการเงิน: เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจจับการทุจริต การประเมินความเสี่ยง และการตรวจสอบธุรกรรมแบบเรียลไทม์
  • ภาคการผลิต: ซ่อมบำรุงเชิงคาดการณ์และการควบคุมคุณภาพขั้นสูง
  • ภาคค้าปลีก: จัดการสินค้าคงคลังอัจฉริยะและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค
  • ภาคการเกษตร: สร้างโมเดลเกษตรแม่นยำ (Precision Farming) และใช้พยากรณ์อากาศ
  • ด้านการแพทย์และสาธารณสุข: ประมวลผลภาพทางการแพทย์ด้วย AI เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

สำหรับประเทศไทย การบุกเบิกเทคโนโลยี Liquid Cooling ในดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นมากกว่านวัตกรรมการระบายความร้อน แต่คือ ‘Game Changer’ ที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลซึ่งเป็นกระดูกสันหลังให้กับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ

ดีอี ผนึกอาเซียน-UNESCO เร่งวาง ‘ธรรมาภิบาลแพลตฟอร์มดิจิทัล’ สู่กรอบความร่วมมือระดับภูมิภาค รับมืออาชญากรรมออนไลน์และข้อมูลบิดเบือน

Scroll to Top