วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เผยผลสำรวจ “Annual Graduate Employer Survey 2025” ชี้เทรนด์ตลาดแรงงานแห่งอนาคตที่นายจ้างต้องการ พบ 3 ทักษะหลักคือ ‘หัวใจของความพร้อมในการทำงาน’ โดยเน้นย้ำทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษและทักษะด้าน AI เป็นเงื่อนไขสำคัญในการจ้างงาน พร้อมแนะ 7 แนวทางให้สถาบันศึกษาปรับปรุงหลักสูตรเพื่อผลิตบัณฑิตให้ตอบโจทย์ตลาด และเปิด 5 กลุ่มสายอาชีพที่จะเติบโตสูงใน 5 ปีข้างหน้า
วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดเผยข้อมูลสำคัญจากรายงาน “Annual Graduate Employer Survey 2025” ซึ่งทำการสำรวจผู้ประกอบการชั้นนำ องค์กรภาครัฐ และอาจารย์ที่ปรึกษาบัณฑิตศึกษาต่อต่างประเทศ ควบคู่กับความคิดเห็นของบัณฑิตที่จบการศึกษาในปี 2025 เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของตลาดแรงงานแห่งอนาคต
ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย คณบดี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) เปิดเผยผลสำรวจที่รวบรวมจากองค์กรชั้นนำ 63 แห่ง และบัณฑิต 412 คน พบว่านายจ้างในประเทศไทยให้ความสำคัญกับทักษะหลัก 3 ด้าน ซึ่งเป็น “หัวใจของความพร้อมในการทำงาน” ได้แก่
- ทักษะการสื่อสารในระดับนานาชาติ (Global Communication): 93% ของนายจ้างระบุว่าความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษาที่สองเป็นทักษะสำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่ดำเนินธุรกิจในระดับภูมิภาคและนานาชาติ ที่ต้องการบุคลากรที่เข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสามารถสื่อสารอย่างมืออาชีพ
- ความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยี AI และดิจิทัล (AI & Digital Literacy): 90% ของนายจ้างคาดหวังให้พนักงานมีความเข้าใจและสามารถใช้เครื่องมือ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลและระบบดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งทักษะเหล่านี้กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐานของทุกสายอาชีพ
- ความพร้อมในการทำงานจริงและการปรับตัว (Workplace Readiness): มากกว่า 75% ของนายจ้างระบุว่า ความสามารถในการปรับตัวและลงมือทำงานได้จริงในปีแรกมีความสำคัญเป็นอันดับแรก เหนือกว่าผลการเรียนหรือวุฒิการศึกษา โดยต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์ฝึกงานหรือโครงงานจริง
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจยังพบจุดอ่อนที่น่ากังวล โดยกว่า 60% ของนายจ้างพบว่าบัณฑิตใหม่ยังขาด “ความมั่นใจในการสื่อสารและการจัดการอารมณ์ในสถานการณ์กดดัน” แม้ว่านายจ้างจะพึงพอใจด้านคุณธรรมและการทำงานเป็นทีม แต่ทักษะด้านจิตใจและอารมณ์ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตในสายงาน
7 แนวทางสำคัญที่สถาบันศึกษาควรเร่งปรับตัว
ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา ได้สรุป 7 แนวทางสำคัญ ที่สถาบันการศึกษาไทยควรเร่งปรับตัวเพื่อผลิตบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานโลก ได้แก่
- AI & Data Literacy for All: ฝังทักษะ AI และ Data Analysis ลงในทุกหลักสูตร
- Work-Integrated Learning (WIL): ผนวกการฝึกงานและกรณีศึกษาจากองค์กรจริง
- Global Communication Bootcamp: เน้น “ภาษางาน” (Business Language) เพื่อการนำเสนอ การเจรจา และการทำงานในทีมข้ามวัฒนธรรม
- Critical Thinking Studio: จัดเวิร์กช็อปแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เช่น Case-based Analysis
- Emotional Resilience & Professional Etiquette: ฝึกการทำงานภายใต้แรงกดดันและความเป็นมืออาชีพ
- Career Tracks & Micro-Credentials: ออกแบบเส้นทางทักษะเฉพาะทาง (Skill Mapping) และใบรับรองทักษะ (Micro-Credential Certificates) เช่น Data–AI Track, Cybersecurity Track
- Language as an Economic Skill: ปรับวิชาภาษาให้เป็น “วิชาทักษะทำงาน” เพื่อการสื่อสารในงานจริงและการเจรจา
5 สายอาชีพดาวรุ่งแห่งอนาคตที่เติบโตสูง
จากการวิเคราะห์ข้อมูล MUIC ได้ข้อสรุปว่า 5 กลุ่มสายอาชีพที่จะเติบโตสูงใน 5 ปีข้างหน้า ได้แก่
- ดิจิทัล – ข้อมูล – AI: เช่น นักวิเคราะห์ข้อมูล, วิศวกรข้อมูล, ผู้เชี่ยวชาญด้าน Prompt/Automation
- ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ / การปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านดิจิทัล (Digital Compliance): เช่น นักวิเคราะห์ความปลอดภัยไซเบอร์, ผู้เชี่ยวชาญด้าน GRC/Privacy
- การท่องเที่ยว – บริการเชิงคุณภาพแบบดิจิทัล: เช่น การตลาดดิจิทัลในธุรกิจโรงแรม, การออกแบบประสบการณ์ (Experience Design)
- การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่เน้นการป้องกันและความยั่งยืน (Healthcare and Wellness): โดยใช้ AI และเครื่องมือดิจิทัลในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ
- การปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจและสังคมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน (Green transformation): เช่น นักวิเคราะห์และจัดทำรายงานประเมินด้านความยั่งยืนหรือ ESG
ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา กล่าวทิ้งท้ายว่า MUIC ได้นำร่องปรับหลักสูตรใหม่ 17 สาขา เพื่อบูรณาการทักษะ AI และดิจิทัล พร้อมส่งเสริมระบบ I-Design Elective ให้นักศึกษาสามารถสร้างทักษะเฉพาะตัว มั่นใจว่าบัณฑิตที่จบจากหลักสูตรใหม่นี้จะมีความ ‘พร้อมทำงานจริง’ (Workplace Readiness) และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานแห่งอนาคตได้อย่างแท้จริง







