“TH-AI Passport” โปรเจกต์ 1,600 ล้าน กับโจทย์หินเรื่อง “ความปลอดภัยข้อมูล” ที่รัฐต้องเคลียร์

"TH-AI Passport" โปรเจกต์ 1,600 ล้าน กับโจทย์หินเรื่อง "ความปลอดภัยข้อมูล" ที่รัฐต้องเคลียร์

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมและคนในแวดวงเทคโนโลยีจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับโครงการ “TH-AI Passport” บิ๊กโปรเจกต์ปัญญาประดิษฐ์ของกระทรวงดิจิทัลฯ (DE) มูลค่า 1,600 ล้านบาท ที่ตั้งเป้าเพิ่มอัตราการเข้าถึง AI ของคนไทยให้สูงถึง 5 ล้านคน สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่กลับต้องเผชิญข้อกังวลครั้งใหญ่จากภาคประชาชนในเรื่องความโปร่งใส ความคุ้มค่าเงินภาษี และความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล

ในเวทีรับฟังความคิดเห็นล่าสุด ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ได้ร่วมสะท้อนมุมมองเชิงลึกผ่านโครงสร้างการทำงานของ AI 3 ส่วนหลัก เพื่อชี้ให้เห็นว่าระบบนี้ปลอดภัยและแตกต่างจากแพลตฟอร์มทั่วไปอย่างไร รวมถึงทำไมภาครัฐจึงต้องเร่งแก้โจทย์ “วิกฤตศรัทธา” ก่อนเดินหน้าโครงการ

ชำแหละระบบ TH-AI Passport กับความจริงที่ข้อมูลยังต้องส่งไปต่างประเทศ

ดร.ธรรม์ธีร์ อธิบายว่า โดยทั่วไปแล้วองค์ประกอบการทำงานของระบบ AI จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนสำคัญ คือ

  • ส่วนที่ 1 การลงทะเบียน (หน้าบ้าน): ระบบระบุตัวตนผู้ใช้งาน
  • ส่วนที่ 2 การเก็บและประมวลผลคำถาม: การรับคำสั่งหรือ Prompt ไปประมวลผลในสมองของ AI
  • ส่วนที่ 3 การนำข้อมูลไปฝึกฝน (Train AI): การนำข้อมูลการแชทไปเทรนระบบให้ฉลาดขึ้น

สำหรับโครงการ TH-AI Passport นั้น ภาครัฐชี้แจงว่าได้เตรียม AI ระดับพรีเมียมไว้รองรับ 14 ค่าย 30 โมเดล (เช่น Claude Opus 4.8, OpenAI o3) ผ่านหลักสูตรเรียนรู้ 130 หลักสูตร โดยในส่วนที่ 3 ทางโครงการยืนยันว่าจะไม่มีการนำข้อมูลของผู้ใช้ไปฝึกฝนต่อ ซึ่ง ดร.ธรรม์ธีร์ ระบุว่าจุดนี้ไม่ต่างจากบริการเวอร์ชันโปรที่ประชาชนยอมจ่ายเงินซื้อเองในตลาดอยู่แล้ว เพราะผู้ให้บริการต่างประเทศก็รับประกันว่าจะไม่นำข้อมูลไปเทรนเช่นกัน

ขณะที่ในส่วนที่ 2 การเก็บและประมวลผลคำถาม เนื่องจาก AI ค่ายดังระดับโลกจะไม่ปล่อยหัวสมองหรือซอร์สโค้ดออกภายนอก ข้อมูลคำสั่งที่คนไทยพิมพ์เข้าไปจึงยังต้องส่งไปประมวลผลที่ต่างประเทศอยู่ดี สิ่งที่แตกต่างและเป็นของภาครัฐไทยจริง ๆ จึงมีเพียงแค่ “ส่วนที่ 1” ซึ่งก็คือระบบลงทะเบียนหน้าบ้านที่พ่วงกับระบบ ThaiID (สำหรับผู้ใช้อายุ 15 ปีขึ้นไป)

คนไทยไว้ใจบิ๊กเทคต่างชาติมากกว่ารัฐ สะท้อนบาดแผลข้อมูลรั่วไหลในอดีต

ประเด็นที่น่าคิดที่สุดจากมุมมองของ ดร.ธรรม์ธีร์ คือเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” โดยระบุว่า จากผลสำรวจง่าย ๆ บนเพจส่วนตัวในคำถามที่ว่า ประชาชนมั่นใจในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลระหว่าง “แพลตฟอร์มภาครัฐไทย” กับ “แพลตฟอร์มต่างชาติ” อย่าง Google หรือ Microsoft มากกว่ากัน ผลลัพธ์คือคนส่วนใหญ่เลือกเชื่อมั่นแพลตฟอร์มต่างชาติ

เหตุผลสำคัญมาจากบาดแผลในอดีตเกี่ยวกับปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลของภาครัฐที่ยังไม่สามารถเรียกความศรัทธากลับคืนมาได้ ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อกำหนดใน TOR (ข้อ 4.2.2.3) ที่ระบุให้ระบบสามารถจัดเก็บและตรวจสอบพฤติกรรมการใช้งานที่ผิดวัตถุประสงค์ได้ ก็ยิ่งทำให้ภาคประชาชนและนักพัฒนาระบบเกิดความกังวลว่า รัฐจะเข้าถึงข้อมูลคำสั่ง (Prompt) ในการพิมพ์คุยกับ AI ได้มากน้อยแค่ไหน แม้ทางกระทรวง DE จะยืนยันว่าข้อมูลจะถูกเก็บในไทย และรัฐเข้าถึงได้เพียงข้อมูลสถิติภาพรวมเชิงประชากรศาสตร์ ไม่สามารถเห็นพฤติกรรมการแชทรายบุคคลก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับโควตาการใช้งานที่จำกัด เช่น การสร้างรูปภาพได้เพียง 2 รูปต่อวัน และวิดีโอ 10 คลิปต่อเดือน ซึ่งภาคธุรกิจมองว่าไม่เพียงพอต่อการใช้งานจริง และหากระบบเวอร์ชันโปรของรัฐทำออกมาแล้วมีประสิทธิภาพแพ้เวอร์ชันฟรีของต่างประเทศ ประชาชนก็อาจจะไม่เลือกใช้งาน

ปรับเงื่อนไขจ่ายตามจริง “Pay-per-use” พัฒนาการสำคัญสู่ความคุ้มค่า

ด้านงบประมาณโครงการ 1,600 ล้านบาท เดิมทีมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องเงื่อนไขสัญญาแบบเหมาจ่ายที่ “ใช้หรือไม่ใช้รัฐก็ต้องจ่ายเงิน” ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรมต่อเงินภาษี แต่ล่าสุดมีสัญญาณที่ดีขึ้นเมื่อกระทรวง DE ยอมรับข้อเสนอเชิงนโยบายและอยู่ระหว่างเจรจาปรับสัญญาให้เป็นระบบ “ใช้เท่าไหร่จ่ายเท่านั้น” (Pay-per-use) หากไม่มีผู้เข้าใช้งาน รัฐก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนั้น ซึ่ง ดร.ธรรม์ธีร์ มองว่าแนวทางนี้ถือเป็นจุดที่แก้ไขได้ดีขึ้นและโปร่งใสมากขึ้น

ส่วนประเด็นเชิงเทคนิคที่ระบุว่าระบบรองรับความสามารถได้ 5,000 Transaction per second เพื่อรองรับเป้าหมายผู้ถือสิทธิ์ 5 ล้านสิทธิ์ โดยคิดค่าเฉลี่ยการใช้งานไว้ที่ 11 ล้าน Token ต่อคนต่อเดือนนั้น ทางปลัดกระทรวง DE ยืนยันว่าโครงการนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นให้คนไทยเข้าถึง AI เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ต่ำกว่า 10% ให้สูงกว่า 19% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของโลก และหากยกเลิกโครงการอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอนาคตได้

ใช้ AI โปร สร้างธรรมาภิบาล ข้อเสนอ 10 ข้อปิดช่องโหว่คอร์รัปชัน

เพื่อหาทางออกให้โครงการโปร่งใสที่สุด ดร.ธรรม์ธีร์ ได้นำ AI เวอร์ชันโปรมาวิเคราะห์กฎหมายและโครงสร้างโครงการ จนตกผลึกเป็นแนวคิดและข้อเสนอ 10 ข้อ เพื่อให้ภาครัฐนำไปปรับใช้ โดยเน้นย้ำหัวใจสำคัญ 4 ประการ คือ เกิดประโยชน์สูงสุด, คุ้มค่าภาษีประชาชน, มีความเป็นธรรม และลดช่องว่างในการทุจริตคอร์รัปชันให้มากที่สุด

นี่ถือเป็นมิติใหม่ของการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจสอบและสร้างธรรมาภิบาล (Governance) ให้กับการทำงานของภาครัฐ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในโลกยุคปัจจุบัน “ความเชื่อมั่น” หรือ Trust คือสกุลเงินที่แพงที่สุด หากรัฐบาลไม่สามารถซ่อมแซมความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้ประชาชนได้ ต่อให้เป็นโปรเจกต์ที่ฟังดูดีแค่ไหน ก็อาจจะไม่มีใครกล้าเข้ามาใช้งานจริง

ฟังบทสัมภาษณ์ คลิกเลย

-ดีอีเปิดเวทีเคลียร์ปม ‘TH-AI Passport’ แจงยิบงบประมาณ-ความปลอดภัยข้อมูล พร้อมรับข้อเสนอปรับสัญญา ‘Pay per use’

Scroll to Top