กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี (DE) เดินหน้าจัดเวทีรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นสาธารณะเพื่อชี้แจงและตอบข้อซักถามเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับชาติ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามในวงกว้างจากทั้งภาคประชาชน นักวิชาการ และฝ่ายการเมือง ทั้งในมิติความคุ้มค่าของเงินลงทุน 1,600 ล้านบาท ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) รวมถึงความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
การเปิดเวทีในครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูงและผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจงอย่างพร้อมเพรียง นำโดย นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) พร้อมด้วยผู้แทนจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยี และผู้แทนจากคอนซอร์เตียมคู่สัญญาผู้ชนะการประมูล ได้แก่ นายปิยะ จิราภาพงศา กรรมการบริหาร รองกรรมการผู้จัดการสายงานปฏิบัติการ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ นางสาวพาขวัญ วงศ์พลทวี กรรมการบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด โดยภายในงานได้มีการนำโมเดลทดลองใช้งานจริงของ TH-AI Passport มาเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทดสอบระบบด้วย
กางโมเดล ‘TH-AI Passport’ อัดแน่น 14 ค่าย 30 โมเดลพรีเมียม เฉลี่ย 27 บาทต่อคนต่อเดือน
ในการชี้แจงรายละเอียดภาพรวมของโครงการ ตัวแทนจากบริษัทผู้รับจ้างเปิดเผยว่า ระบบ TH-AI Passport ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนผู้ได้รับสิทธิ์สามารถเข้าใช้งานโมเดลปัญญาประดิษฐ์ระดับพรีเมียมหรือระดับโปร (Premium/Pro) ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยได้รวบรวมเทคโนโลยี AI จากค่ายชั้นนำไว้มากถึง 14 ค่าย รวมทั้งสิ้น 30 โมเดล ตัวอย่างเช่น Claude Opus 4.8, OpenAI o3 และ GPT Image 2
นอกจากนี้ ระบบยังเชื่อมโยงกับหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลรวม 130 หลักสูตร แบ่งออกเป็นหลักสูตรตามกรอบมาตรฐานองค์การยูเนสโก (UNESCO Framework) จำนวน 96 หลักสูตร และหลักสูตรเสริมศักยภาพจากผู้พัฒนา AI โดยตรงอีก 34 หลักสูตร ซึ่งผู้ใช้งานที่เรียนจบและผ่านเกณฑ์การทดสอบจะได้รับใบประกาศนียบัตร (Certificate) เพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในการต่อยอดอาชีพและสมัครงานได้ทันที
สำหรับประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษอย่างเรื่องงบประมาณโครงการที่มีเพดานรวมอยู่ที่ 1,600 ล้านบาทนั้น ทางกระทรวงดีอีได้นำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับโมเดลการให้บริการของแพลตฟอร์มเอกชนทั่วไปในตลาดที่มีลักษณะฟังก์ชันใกล้เคียงกัน พบว่าแพลตฟอร์มเอกชนมีราคาจำหน่ายเฉลี่ยสูงถึง 259 บาท ต่อคนต่อเดือน แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารจัดการและรวมปริมาณการจัดซื้อในระดับมหภาค (Economy of Scale) ภายใต้โครงการ TH-AI Passport สามารถกดต้นทุนเฉลี่ยลดลงเหลือเพียง 27 บาท ต่อคนต่อเดือน เท่านั้น
ดีอีขานรับนโยบายรัฐมนตรี รื้อเงื่อนไขสัญญาเปลี่ยนเป็น ‘Pay per use’ ลดความเสี่ยงงบประมาณ
เพื่อตอบสนองต่อความกังวลของสาธารณชนเกี่ยวกับความคุ้มค่าของเงินภาษี ปลัดกระทรวงดีอีระบุว่า กระทรวงฯ ได้รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี และกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาเพื่อปรับเปลี่ยนเงื่อนไขแนบท้ายสัญญากับบริษัทคู่สัญญา จากเดิมที่เป็นลักษณะการจ่ายเงินเหมาจ่ายทั้งก้อน (Fixed-cost Contract) ให้เปลี่ยนมาเป็นระบบ จ่ายตามการใช้งานจริง หรือ Pay per use แทน
“การปรับมาใช้ระบบ Pay per use จะช่วยสร้างความโปร่งใสและคุ้มค่าสูงสุดให้กับเงินภาษีของประชาชน เพราะหากในอนาคตไม่มีผู้เข้าใช้งานหรือปริมาณการใช้งานไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนด รัฐบาลก็จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนนั้น เป็นการปิดความเสี่ยงทางการคลังของภาครัฐ” ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจง
ในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานและการรองรับปริมาณผู้ใช้งาน (Scalability) ปลัดกระทรวงดีอีได้ปฏิเสธข้อคิดเห็นเชิงเทคนิคที่มีการคำนวณว่าต้นทุนของผู้ประกอบการควรอยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท บนฐานคิดว่าระบบรองรับผู้ใช้งาน 500,000 คนต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นความเร็ว 139 TPS (Transaction Per Second) โดยชี้แจงว่า ตัวเลข 139 TPS เป็นเพียงตัวเลขสมการแบบจำลอง (Simulation) ทางทฤษฎีเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางเทคนิคของระบบ
ตัวแทนจากบริษัทผู้ชนะประมูลชี้แจงเพิ่มเติมว่า ระบบจริงได้รับการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี (Infrastructure) ร่วมกับผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ หรือ Hyper Scaler โดยตัวระบบถูกพัฒนาให้มีขีดความสามารถรองรับความปลอดภัยและการประมวลผลสูงถึง 5,000 TPS เพื่อรองรับเป้าหมายผู้ถือสิทธิ์ใช้งานสูงสุดที่ตั้งไว้ 5 ล้านสิทธิ์ พร้อมรองรับปริมาณการใช้งานช่วงหนาแน่นสูงสุด (Peak Load) ได้ตามมาตรฐานงานราชการ โดยมีการคำนวณสิทธิ์การใช้งานเฉลี่ยของประชาชนไว้ที่ประมาณ 11 ล้านโทเคน (Token) ต่อคนต่อเดือน อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพและการแปลงหน่วยคำ (Tokenizer) จะมีความแตกต่างกันไปตามโครงสร้างอัลกอริทึมของ AI แต่ละค่าย
เคลียร์ปมกฎหมาย PDPA ไมโครซอฟท์ย้ำชัด ‘ไม่นำข้อมูลผู้ใช้ไปเทรนโมเดลซ้ำ’
ประเด็นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ภาคประชาชนและนักพัฒนาระบบแสดงความเป็นห่วง ทางกระทรวงดีอี ยืนยันว่า โครงการนี้มีข้อกำหนดชัดเจนให้มีการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดอยู่ ภายในประเทศไทยเท่านั้น (Local Data Storage) เพื่อความมั่นคงทางข้อมูล
ขณะที่ผู้แทนจากบริษัท ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ร่วมแถลงสถานะความปลอดภัยระบุว่า ไมโครซอฟท์เข้ามาทำหน้าที่ในฐานะ “ผู้ประมวลผลข้อมูล” (Data Processor) ตามข้อสัญญามาตรฐานสากล หรือ Data Protection Addendum (DPA) ซึ่งมีข้อผูกพันทางกฎหมายอย่างเคร่งครัดว่า จะไม่มีการนำข้อมูล ข้อความคำสั่งที่ผู้ใช้ป้อนเข้าสู่ระบบ (Input / Prompt) รวมถึงผลลัพธ์ที่ป้อนกลับออกมา (Output) ไปใช้ในการเทรนโมเดล (Train Model) ของไมโครซอฟท์อย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ ระบบผู้ให้บริการส่วนกลางได้เสริมมาตรการยืนยันตัวตนว่า ผู้ใช้งานทุกคนจะต้องผ่านการลงทะเบียนด้วยระบบ ThaiID (สิทธิ์เฉพาะคนไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป) และทางหน่วยงานภาครัฐจะสามารถเข้าถึงได้เพียงข้อมูลสถิติภาพรวมเชิงประชากรศาสตร์ (Demographic Data) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงนโยบายการพัฒนาประเทศเท่านั้น โดยโครงสร้างระบบจะไม่เปิดช่องให้ภาครัฐสามารถเข้าไปดูข้อความที่พิมพ์ หรือติดตามพฤติกรรมการแชทเชิงลึกเป็นรายบุคคลได้ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในความเป็นส่วนส่วนตัว
ฝ่ายการเมืองจี้ถามดัชนีชี้วัดความสำเร็จ ปลัดดีอีย้ำเป้าหมายดึงอัตราการเข้าถึง AI พุ่งเหนือค่าเฉลี่ยโลก
ในระหว่างการเสวนา ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามสำคัญถึงดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (KPI) ของยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ จากเงินลงทุนมูลค่า 1,600 ล้านบาทในโครงการนี้
ปลัดกระทรวงดีอี ได้ชี้แจงในประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลภายใต้ แผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (พ.ศ. 2565 – 2570) ซึ่งโครงการ TH-AI Passport ถูกวางตำแหน่งให้เป็นเครื่องมือเชิงรุกชิ้นสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นอัตราการเข้าถึง (AI Adoption Rate) และการสร้างความตระหนักรู้ด้าน AI ของประชากรไทย โดยตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้อัตราการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของคนไทย จากเดิมที่อยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 10 ให้กระโดดขึ้นไป สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกซึ่งอยู่ที่ระดับร้อยละ 19
สำหรับทางเลือกในการบริหารจัดการโครงการนี้ในอนาคต ดร.การดี ได้นำเสนอแนวทางให้กระทรวงดีอีพิจารณา 3 รูปแบบ ประกอบด้วย:
- การดำเนินโครงการต่อไปตามข้อกำหนดผู้เสนอราคา (TOR) เดิมทุกประการ
- การเปิดเผยข้อมูลและปรับปรุงรายละเอียดในชั้นสัญญา โดยกระตุ้นให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
- การยกเลิกสัญญาปัจจุบัน เพื่อคำนวณมูลค่าความเสียหายสูงสุดที่อาจเกิดขึ้น แล้วเริ่มต้นวางโครงสร้างพื้นฐานระบบ AI ใหม่อย่างเป็นระบบ ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์และสภาดิจิทัล
ทางด้านปลัดกระทรวงดีอี ได้ตอบรับข้อเสนอดังกล่าวพร้อมระบุว่า ในทางปฏิบัติปัจจุบันทางเลือกของกระทรวงฯ มีความเป็นไปได้ 2 แนวทางหลัก คือ การเดินหน้าปรับปรุงแก้ไขข้อสัญญา (Modify) ให้มีความสมบูรณ์ สอดคล้องกับนโยบายจ่ายเงินตามการใช้งานจริง (Pay per use) หรือเลือกแนวทางการยกเลิกสัญญา ซึ่งหากจะเลือกแนวทางหลัง รัฐจำเป็นต้องพิจารณาถึงมูลค่าความเสียหายทางกฎหมาย รวมถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาพรวมของโรดแมปการปฏิรูปเทคโนโลยีของประเทศอย่างรอบคอบอีกครั้ง
เวทีเดือด! ฝ่ายค้านเปิดปม Timeline ส่อพิรุธ รัฐมนตรียอมรับรู้จักเอกชนจริงแต่ไร้แทรกแซง
บรรยากาศในเวทีรับฟังความคิดเห็นช่วงเปิดซักถามเป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อ นายธีระชาติ ก่อตระกูล คณะทำงานพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นตั้งคำถามเจาะลึกถึงความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องข้อสังเกตด้านความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กับกลุ่มบริษัทเอกชนผู้ชนะการประมูล โดยตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีพฤติกรรมเข้าข่ายการล็อกสเปกข้อกำหนดหรือเร่งรัดกระบวนการลงนามสัญญาอย่างผิดปกติหรือไม่
นายธีระชาติ ได้เปิดเผยไทม์ไลน์ (Timeline) ของโครงการที่ตั้งข้อสังเกตว่าส่อพิรุธ โดยระบุลำดับเหตุการณ์ดังนี้:
- เดือนกันยายน: นายไชยชนก ชิดชอบ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- วันที่ 8 พฤศจิกายน: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ลงนามส่งเรื่องโครงการเข้าที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ)
- วันที่ 10 พฤศจิกายน: โครงการได้รับอนุมัติอย่างรวดเร็วจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ
- หลังลงนามสัญญา: บริษัทเอกชนคู่สัญญาใช้เวลาเพียง 30 กว่าวันในการเปิดระบบให้ลงทะเบียน และประกาศพร้อมเปิดให้บริการจริงภายในเวลา 90 วัน
นายธีระชาติ ตั้งคำถามในฐานะนักพัฒนาระบบว่า ในเชิงวิศวกรรมเทคโนโลยี การพัฒนาแพลตฟอร์มสเกลใหญ่ขนาดนี้ให้พร้อมใช้ในกรอบเวลาดังกล่าว เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ นอกเสียจากว่าจะมีการเตรียมการ ออกแบบโครงสร้างระบบ หรือทำงานร่วมกันล่วงหน้าระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชนก่อนที่จะมีการประมูล นอกจากนี้ยังจี้ถามถึงข้อกำหนดใน TOR ที่ระบุให้ผู้ชนะประมูลต้องมีการติดตั้งป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ร้านสะดวกซื้อและท่าอากาศยาน (สนามบิน) ซึ่งมีลักษณะรูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่ไปคล้ายคลึงกับอีกหนึ่งโครงการของรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย
ทางด้าน นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ลุกขึ้นชี้แจงและยอมรับตามตรงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัว
“ผมยอมรับตรงๆ ว่ารู้จักกับเอกชนผู้ชนะการประมูลเป็นการส่วนตัวจริง แต่ในความเป็นจริงผมรู้จักคนเยอะมากในประเทศนี้ เนื่องจากในอดีตผมผ่านการทำงานในภาคเอกชนมาเยอะ ทำธุรกิจและโครงการมาหลายเรื่อง ถ้าจะบอกว่าตัวผมต้องไม่รู้จักใครเลยสักคนเดียวที่จะมารับงานหรือชนะการประมูลของกระทรวงดีอีหรือกระทรวงใดๆ ก็ตาม ผมมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่สิ่งที่ผมยืนยันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์คือ ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง กระบวนการประมูล และการตรวจรับทุกอย่าง ผมปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่ได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้น” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี กล่าวชี้แจง
ขณะเดียวกัน ปลัดกระทรวงดีอี ได้กล่าวปฏิเสธข้อสังเกตของนายธีระชาติ ในประเด็นเทคนิคที่ระบุว่ามีการเอื้อประโยชน์ด้วยการตั้งสเปกแรกเริ่มไว้ในระดับต่ำแล้วแอบมาขยับตัวเลขขีดความสามารถระบบขึ้นในภายหลัง โดยปลัดกระทรวงฯ ยืนยันว่า ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ระบุไว้ใน TOR ตั้งแต่ต้น มีการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำชัดเจนว่าระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันได้ไม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อชั่วโมง ไม่ใช่ตัวเลข 139 TPS ตามที่ฝ่ายค้านเข้าใจ และการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ จำเป็นต้องคำนวณเผื่อสเปกให้สามารถรองรับสภาวะการใช้งานสูงสุด (Peak Load) ที่ระดับ 5,000 TPS หรือ 5 ล้านคนพร้อมกันอยู่แล้ว ซึ่งเป็นมาตรฐานปกติของงานราชการเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของรัฐ หากในอนาคตเอกชนส่งมอบงานที่มีขีดความสามารถไม่ได้ตามสัญญา รัฐบาลก็มีบทลงโทษและมาตรการปรับตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา
ภาคประชาชนกังวลข้อกำหนดตรวจสอบพฤติกรรม และปมโควตาการใช้งานจำกัด
นอกจากประเด็นทางการเมืองแล้ว ในมิติข้อกำหนดเงื่อนไขทางเทคนิค (TOR) นายอนิษฐ์ โอสถานุเคราะห์ จาก Storytelling Forum ได้ตั้งคำถามถึงกระแสข่าวลือเรื่องการซ่อนงบประมาณโฆษณาและประชาสัมพันธ์มูลค่าสูงนับร้อยล้านบาทไว้ในโครงการนี้ รวมถึงเงื่อนไขการติดตั้งจอโฆษณาในพื้นที่สาธารณะ
ปลัดกระทรวงดีอี ได้ชี้แจงปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว โดยกางตัวเลขงบประมาณจริงระบุว่า งบประมาณในส่วนค่ากิจกรรมและปฏิบัติการทั้งหมดตามที่กำหนดไว้ใน TOR อยู่ที่ 35 ล้านบาทเศษ และในจำนวนนั้น เป็นงบประมาณที่จำแนกออกมาเป็นรายการเพื่อการประชาสัมพันธ์โครงการเพียง 900,000 บาทสำหรับทั้งปี เท่านั้น ไม่ได้มีงบประมาณโฆษณาลับหลักร้อยล้านบาทตามที่มีกระแสข่าว และงบประมาณส่วนนี้ไม่ได้มีผลต่อการพลิกผันคุณสมบัติในการชนะหรือตกประมูลของบริษัทเอกชน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มภาคประชาชนและกลุ่มนักพัฒนาระบบ (Developers) ที่เข้าร่วมฟังได้สะท้อนความกังวลเพิ่มเติมใน 3 ประเด็นหลัก โดยเฉพาะรายละเอียดในข้อกำหนด TOR ข้อ 4.2.2.3 ที่ระบุคำสั่งให้ “ระบบสามารถจัดเก็บและตรวจสอบพฤติกรรมการใช้งานที่ผิดวัตถุประสงค์ได้” ซึ่งกลุ่มนักพัฒนามองว่าข้อความดังกล่าวมีความคลุมเครือ และต้องการความชัดเจนจากกระทรวงดีอีว่า ขอบเขตของการตรวจสอบคำว่าพฤติกรรมที่ผิดวัตถุประสงค์นั้น ภาครัฐจะสามารถก้าวล่วงเข้าถึงข้อมูลการป้อนคำสั่งหรือพรอมต์ (Prompt) ของประชาชนได้มากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้ขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน
รวมถึงมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านปริมาณ หรือโควตาการใช้งาน AI (Quota Generation) ภายในแพลตฟอร์ม TH-AI Passport ที่มีการระบุเงื่อนไขเบื้องต้นว่า ผู้ใช้งานจะสิทธิ์สร้างรูปภาพ (Image Generation) ได้เพียง 2 รูปภาพต่อวัน และสร้างวิดีโอ (Video Generation) ได้เพียง 10 คลิปต่อเดือน ซึ่งกลุ่มนักพัฒนาระบบและตัวแทนภาคเอกชนสะท้อนเสียงไปในทางเดียวกันว่า ปริมาณโควตาที่กำหนดไว้นี้ น้อยเกินไปและไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้งานจริงในภาคธุรกิจ กลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หรือกลุ่มอาชีพกราฟิกดีไซเนอร์ที่ต้องใช้ระบบ AI ในการทำงานประจำวัน
นักวิชาการจี้รัฐแก้โจทย์ ‘ความน่าเชื่อถือ’ แพลตฟอร์มรัฐบาล เสนอ 3 หลักการยกระดับระบบ
ทางด้าน ดร.ธรรม์ธีร์ สุกโชติรัตน์ ในฐานะนักวิชาการด้านเทคโนโลยีและนโยบายสาธารณะ ได้นำเสนอข้อคิดเห็นเชิงสถิติและตั้งข้อสังเกตที่สำคัญเกี่ยวกับการลงทะเบียนผู้ใช้งาน การประมวลผลข้อมูลเชิงลึก ตลอดจนกระบวนการนำข้อมูลไปใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI Training)
ดร.ธรรม์ธีร์ เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจและสอบถามความคิดเห็นของกลุ่มผู้ใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งสะท้อนข้อเท็จจริงที่น่ากังวลว่า แพลตฟอร์ม AI ที่พัฒนาโดยหน่วยงานภาครัฐบาลไทย ยังได้รับความน่าเชื่อถือในด้านการจัดเก็บและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลน้อยกว่าแพลตฟอร์มระดับสากล อย่าง Google หรือ Microsoft ซึ่งนี่ถือเป็นโจทย์หินข้อใหญ่และเป็นหน้าที่เร่งด่วนที่ภาครัฐต้องเร่งทำลายกำแพงความไม่ไว้วางใจนี้ ด้วยการพิสูจน์ระบบความปลอดภัยให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดให้ประชาชนหันมาใช้งานแพลตฟอร์มของรัฐอย่างสนิทใจ
พร้อมกันนี้ ดร.ธรรม์ธีร์ ได้ให้ข้อเสนอแนะเชิงหลักการในการจัดทำโครงการหรือแพลตฟอร์มภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องยึดมั่นและมุ่งเน้นไปที่ 3 เสาหลักสำคัญ คือ:
- การสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน: ระบบต้องใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพสูง และตอบโจทย์การพัฒนาทักษะของคนทุกกลุ่ม
- ความคุ้มค่าของภาษีประชาชน: ทุกบาททุกสตางค์ที่ลงทุนไปต้องสามารถตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และสะท้อนกลับมาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ชัดเจน
- ความโปร่งใสในระบบ: สถาปัตยกรรมของระบบและการจัดการข้อมูลต้องเปิดเผย ตรวจสอบได้ เพื่อลดช่องว่างในการทุจริตคอรัปชัน
“การยึดมั่นในความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของภาครัฐ ให้ได้รับความไว้วางใจ (Trust) จากภาคประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” ดร.ธรรม์ธีร์ กล่าวทิ้งท้าย
เวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการ TH-AI Passport ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเผชิญหน้าระหว่างหน่วยงานรัฐ เจ้าของโครงการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ซึ่งหลังจากนี้สังคมยังคงต้องจับตาดูท่าทีของกระทรวงดีอีอย่างใกล้ชิด ว่าการเจรจาปรับแก้สัญญาแนบท้ายไปสู่ระบบจ่ายตามจริง (Pay per use) กับบริษัทคอนซอร์เตียมคู่สัญญาจะเสร็จสิ้นเมื่อใด และจะมีการปรับปรุง TOR เพื่อลดข้อกังวลเรื่องการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและข้อจำกัดโควตาการใช้งานตามที่ภาคประชาชนร้องเรียนได้มากน้อยเพียงใด เพื่อให้โครงการงบประมาณ 1,600 ล้านบาทนี้ โปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดตามที่กล่าวอ้าง







