รายงานวิจัยล่าสุด “An agentic life – How consumer AI usage is shaping future network needs” จาก Ericsson ConsumerLab สำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้สมาร์ทโฟนกว่า 43,000 ราย ใน 27 ประเทศทั่วโลก พบข้อมูลสำคัญว่า ผู้บริโภคชาวไทยมีแนวโน้มปรับตัวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยี Agentic AI และ Multimodal AI รวดเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของประชากรโลกอย่างมีนัยสำคัญ
อัตราการใช้งาน Agentic AI หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถตัดสินใจและลงมือปฏิบัติภารกิจแทนมนุษย์ได้ เช่น การจัดการตารางเวลาหรือการสำรองที่นั่ง ในกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทย คาดว่าจะเติบโตก้าวกระโดดจาก 5% ในปัจจุบัน สู่ระดับ 52% ภายในปี พ.ศ. 2573 แซงหน้าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่คาดการณ์ไว้ที่ราว 40% (หรือ 2 ใน 5 คน) โดยผู้บริโภคชาวไทยคาดหวังว่า AI Agents จะช่วยลดเวลาหน้าจอ (Screen Time) ได้เฉลี่ย 1.3 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 1 ชั่วโมงต่อวัน
ภาพรวมการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทยปัจจุบันอยู่ที่ 52% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 67% ในปี 2573 ขณะที่การใช้งาน Multimodal AI เป็นประจำทุกวันจะขยับขึ้นจาก 15% สู่ระดับ 41% ในปี 2573 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 30% พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าการใช้งานได้ก้าวข้ามจากการถาม-ตอบเป็นครั้งคราว ไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องทุกที่ทุกเวลา ทั้งระหว่างการเดินทางและบนอุปกรณ์หลากหลายประเภท เช่น แว่นตาอัจฉริยะ ซึ่งผู้ใช้สมาร์ทโฟนไทย 30% คาดว่าจะเปิดรับอุปกรณ์ใหม่เหล่านี้ภายในปี 2573 เช่นกัน
แอนเดอร์ส เรียน ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย ระบุว่า เมื่อ AI Agents ทำงานเบื้องหลังอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการที่ผู้บริโภครับ-ส่งภาพ วิดีโอ และเสียงไปยังบริการ AI มากขึ้น เครือข่ายมือถือจำเป็นต้องขยายประสิทธิภาพการรับ-ส่งข้อมูลฝั่งอัปลิงก์ (Uplink Capacity) เพื่อรองรับการตอบสนองที่แม่นยำและรวดเร็ว โดยเทคโนโลยีอย่าง 5G Advanced, การแบ่งส่วนเครือข่าย (Network Slicing) และการบริหารจัดการเครือข่ายด้วย AI จะเป็นแกนสำคัญสำหรับผู้ให้บริการไทยในการตอบโจทย์ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
นอกจากนี้ กลุ่ม “AI Super Users” ในไทยคาดว่าจะเติบโตจาก 12% เป็น 34% ในปี 2573 สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 31% โดยกลุ่ม Super Users ทั่วโลกจะครองสัดส่วนการใช้งาน AI สูงเกินกว่า 80% ซึ่งปัจจัยด้านความเร็วในการตอบสนอง (Response Time) ของเครือข่ายส่งผลต่อระดับความพึงพอใจของ Super Users ในไทยมากกว่าผู้ใช้ทั่วไปถึง 3.4 เท่า (เทียบกับโลกที่ 2.5 เท่า) ชี้ชัดว่าประสิทธิภาพประมวลผลและการเชื่อมต่อคุณภาพสูงต้องทำงานสอดประสานกัน
ด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่น ผลสำรวจระบุว่า 34% ของผู้ใช้ AI ประจำวันในไทยมีความกังวลเรื่อง AI ปลอมหรือการถูกสวมรอยทำธุรกรรม โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมได้รับการจัดอันดับให้เป็นองค์กรที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดในการยืนยันตัวตนของผู้ช่วย AI จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ให้บริการไทยในการนำเสนอโซลูชันระบบยืนยันตัวตนที่ปลอดภัย (Secure Identity & Authentication) ควบคู่กับระบบรับประกันคุณภาพการบริการ (Service Assurance) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน







