ไทยผงาดผู้นำจริยธรรม AI แห่งภูมิภาคบนเวทีโลก GFEAI2025

ไทยผงาดผู้นำจริยธรรม AI แห่งภูมิภาคบนเวทีโลก GFEAI2025

กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางความสนใจของนานาชาติ เมื่อ The 3rd UNESCO Global Forum on the Ethics of AI 2025 (GFEAI2025) ได้เปิดฉากขึ้น พร้อมจุดประเด็นสำคัญที่สะท้อนความกังวลทั่วโลกว่า “เมื่อ AI ก้าวไวกว่ากฎเกณฑ์ จริยธรรมที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน และใครจะเป็นผู้กำกับทิศทาง?” เวทีนี้ไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระดับนโยบาย แต่ยังเป็นการรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำระดับรัฐมนตรี ผู้แทนประเทศ และผู้เชี่ยวชาญจาก 88 ประเทศ เพื่อร่วมกันหาทางออกในการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม AI กับความรับผิดชอบต่อมนุษยชาติ บทความนี้จะพาเจาะลึกเทรนด์ AI ระดับโลก และสรุปความสำเร็จที่ไทยและนานาชาติได้ร่วมกันขับเคลื่อนบนเวที GFEAI2025

‘นายกฯ-ยูเนสโก’ ผนึกกำลังขับเคลื่อน AIGPC ชู ‘จริยธรรม AI ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง’

ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากผู้แทนทั่วโลกที่ว่า การพัฒนา AI ต้องไม่เพียงแค่ทำได้ แต่ต้องตอบได้ว่า AI จะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มจริงหรือไม่ ประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพ ได้แสดงความมุ่งมั่นอย่างชัดเจน เมื่อ นางสาวแพรทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ไทยจะก้าวสู่การเป็นผู้นำและศูนย์กลางด้านจริยธรรม AI ด้วยยุทธศาสตร์ชาติด้าน AI ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (National AI Committee: NAIC) ซึ่งมีเป้าหมายสร้างมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับศักยภาพทั้งบุคลากรและระบบนิเวศ ให้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน

บนเวทีเดียวกัน นางออเดรย์ อาซูเลย์ ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโก ได้เน้นย้ำถึงข้อเสนอแนะของยูเนสโกว่าด้วยจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ ที่ 193 ประเทศได้เห็นชอบร่วมกัน ซึ่งจะกลายเป็นนโยบายระดับชาติที่เป็นกุญแจสำคัญให้ทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา มีแนวทางกำกับ AI อย่างเป็นรูปธรรม เคารพสิทธิมนุษยชน และไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ภายหลัง นายกรัฐมนตรีได้หารือกับผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโก เพื่อเดินหน้าจัดตั้ง AI Governance Practice Center (AIGPC) ซึ่งจะเป็นศูนย์ธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์ระดับภูมิภาค (Category 2 Centre) ภายใต้ยูเนสโก โดยมีเป้าหมายร่วมผลักดันข้อเสนอแนะจริยธรรม AI สู่การปฏิบัติจริง ยกระดับประเทศในเอเชีย-แปซิฟิกให้สามารถใช้ AI ได้อย่างมีจริยธรรม พร้อมรับมือกับภัยคุกคาม เช่น ข้อมูลบิดเบือน นอกจากนี้ AIGPC จะเป็นศูนย์รวมองค์ความรู้ การอบรม และมาตรฐาน AI รวมถึงเร่งพัฒนา AI ในด้านเกษตร การแพทย์ การศึกษา และการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ โดยได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากยูเนสโก พร้อมเร่งพัฒนาทักษะคนไทย ดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เดินหน้าจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) และบรรจุการเรียนการสอนด้าน AI ในสถานศึกษา เพื่อให้ AI เป็นพลังสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

โลกมอง AI อย่างไร? เทรนด์ใหญ่ที่น่าจับตาจาก GFEAI2025

เวที GFEAI2025 ได้ฉายภาพเทรนด์สำคัญเกี่ยวกับ AI ที่น่าจับตา ดังนี้:

นโยบาย จริยธรรม และการกำกับดูแล AI

ความร่วมมือของนานาประเทศและองค์กรต่าง ๆ บนเวทีนี้ แสดงให้เห็นถึงเป้าหมายร่วมกันในการสร้าง AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง หลายประเทศตระหนักว่าคำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่แค่ ‘มี AI หรือไม่’ แต่คือ ‘พร้อมแค่ไหนที่จะใช้ AI อย่างมีจริยธรรม’

ประเทศสมาชิก UNESCO หลายแห่ง รวมถึงไทย เริ่มใช้กรอบประเมินความพร้อม UNESCO RAM เป็นเข็มทิศในการวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อน และต่อยอดสู่การวางนโยบาย AI ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างเนเธอร์แลนด์ ยอมรับว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้า แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนและการเชื่อมโยงหน่วยงานยังคงเป็นความท้าทาย ในโอกาสนี้ UNESCO จึงเปิดตัว Global Network of AI Supervising Authorities ร่วมกับ European Commission และ Dutch Authority for Digital Infrastructure เพื่อสร้างเครือข่ายพัฒนานโยบายและการกำกับดูแล AI ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกคน

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวทางร่วมกันว่า นโยบาย AI ที่ดีควรมี 3 จุดสำคัญ ได้แก่:

  1. ความยืดหยุ่น: สามารถปรับตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีได้
  2. การรับฟังทุกกลุ่ม: ออกแบบโดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะเด็ก ผู้พิการ และกลุ่มชายขอบ
  3. กลไกติดตาม-ประเมินผล: มีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

โลกกำลังขับเคลื่อนไปสู่ “วัฒนธรรม AI ที่รับผิดชอบ” โดยเชื่อว่า AI ไม่สามารถพัฒนาแบบ “Move Fast and Break Things” ได้อีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “Move Fast and Save Things” ด้วยการวางหลักจริยธรรมไว้ตั้งแต่เริ่มต้น และต้องฝังจริยธรรมไว้ในกระบวนการออกแบบและพัฒนา AI ตั้งแต่แรก

บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ผู้ผลิต AI เช่น Microsoft, SAP, Infosys, LG และ Universal Music Group เห็นตรงกันว่า “Human-in-the-loop” คือหัวใจของทุกระบบ AI เพราะการตัดสินใจที่สำคัญต้องอยู่ในมือมนุษย์ นอกจากนี้ ยังเดินหน้าจัดการอคติในข้อมูล ฝึกอบรมพนักงานให้เข้าใจผลกระทบของ AI ต่อบทบาทงาน และปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมเสนอให้มีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจสำหรับบริษัทที่พัฒนา AI อย่างมีจริยธรรม เพื่อให้การทำดีไม่ใช่แค่ความถูกต้องแต่ยังคุ้มค่าทางธุรกิจ

แม้หลายประเทศยังไม่มีกรอบกฎหมาย AI ที่ชัดเจน แต่หลายฝ่ายเห็นว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเสริมด้วยกฎหมายคุ้มครองข้อมูล ความมั่นคงไซเบอร์ และกฎระเบียบ AI ที่ครอบคลุมสิทธิ ความปลอดภัย ความยุติธรรมที่สอดคล้องกับหลักจริยธรรม นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึง AI Sandbox ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างผู้สร้างเทคโนโลยีกับผู้กำกับดูแล โดยเป็นพื้นที่ที่เปลี่ยนจากการควบคุมเป็นการเรียนรู้ร่วมกันภายใต้กติกาใหม่ที่ตอบโจทย์

สิทธิมนุษยชนและการเข้าถึง (Human Rights and Inclusion)

ประเด็น ‘เด็กกับ AI’ เป็นสิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญจาก UNICEF และหลายประเทศเห็นตรงกันว่า เด็กกำลังเป็นเหยื่อเงียบของ AI ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ในครรภ์จนถึงวัยเรียน แม้ AI จะเปิดโอกาสให้เข้าถึงความรู้ได้ง่าย แต่ความกังวลคือ AI อาจทำลายทักษะคิดวิเคราะห์ ลดความอยากรู้อยากเห็น และทำให้เด็กพึ่งพาเครื่องมือจนขาดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ AI ยังกลายเป็นช่องทางใหม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อ Deepfake สื่อลามกอนาจาร และการล่วงละเมิดทางออนไลน์โดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การเร่งสร้าง การรู้เท่าทันการใช้เทคโนโลยี AI (AI Literacy) สำหรับเด็กและครอบครัว รวมถึงการกำหนดนโยบายที่มีเด็กเป็นศูนย์กลางตั้งแต่ต้น จึงเป็นทางออกที่ทั่วโลกเห็นตรงกัน

นานาประเทศยังสะท้อนว่า AI ต้องไม่เพียงแค่ฉลาด แต่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนและสร้างโอกาสให้คนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งสำหรับคนทั่วไป AI ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่สำหรับกลุ่มคนเหล่านี้ AI คือสิ่งที่ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นไปได้ และเสริมพลังให้คนที่เคยถูกจำกัดโอกาสด้วยระบบช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น การอ่านหน้าจอด้วยเสียง การแปลแบบเรียลไทม์ หรือการนำทางสำหรับผู้พิการ เวทีนี้เสนอว่า การออกแบบ AI ควรนำด้วยแนวคิด Inclusive by Design โดยคิดถึงคนทุกกลุ่มตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่แค่เพิ่มฟีเจอร์ให้เข้าถึงทีหลัง และต้องให้ผู้พิการเข้ามามีบทบาทร่วมในการพัฒนา ซึ่งสอดคล้องกับ ‘อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ’ ขององค์การสหประชาชาติ ที่ต้องให้คนพิการมีส่วนร่วมในฐานะผู้กำหนดทิศทาง ไม่ใช่แค่ผู้ใช้งาน เช่นเดียวกับคำแนะนำของ UNESCO ที่กำหนดว่า AI ต้อง “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่นโยบาย การพัฒนา ไปจนถึงการนำไปใช้ พร้อมเสนอให้เร่งแก้ไขปัญหานี้ด้วย 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ลงทุนใน AI เพื่อสาธารณะให้ทุกคนเข้าถึงได้ บังคับใช้กฎหมายสิทธิและการเข้าถึงที่ชัดเจน และตั้งองค์กรกำกับดูแลที่ให้ผู้พิการร่วมเป็นผู้กำหนดกติกา

แม้หลายประเทศจะเริ่มนำ UNESCO RAM ไปใช้แล้ว แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาบางแห่ง กลับพบว่าพวกเขากำลังขาดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยในการวิเคราะห์ ทำให้การประเมินหยุดแค่บนกระดาษ ขณะที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย เดินหน้าโครงการ Women Elevate ที่ตั้งเป้าฝึก AI ให้ผู้หญิง 25,000 คน เพื่อปิดช่องว่างทางเพศในวงการเทคโนโลยี สำหรับประเทศไทย หน่วยงาน ETDA ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งมีการดำเนินงานของศูนย์ AIGC (AI Governance Center) ก็เร่งพัฒนาเครื่องมือประเมินความพร้อมและจัดหลักสูตรอบรม AI ให้หน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อสร้างขีดความสามารถที่ไปไกลกว่าแค่ใช้เทคโนโลยี แต่ให้เข้าใจจริยธรรม AI

ความเป็นส่วนตัวและความโปร่งใส (Privacy and Transparency)

ข้อมูลส่วนบุคคลที่ลึกที่สุดอย่าง ข้อมูลสมอง (Neurodata) และข้อมูลดิจิทัลในชีวิตประจำวัน กำลังเป็นเป้าหมายใหม่ของภัยเทคโนโลยี โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลสมองผ่านนวัตกรรมที่เรียกว่า ‘Neuro-AI’ ซึ่งเกิดจากการผสานระหว่าง Neurotechnology + AI ที่ AI สามารถประมวลผลร่วมกับกระบวนการทางสมอง ตั้งแต่การทำความเข้าใจความคิดของมนุษย์เพื่อต่อยอดการวิจัย การวินิจฉัยสุขภาพจิตของผู้ป่วยจากการทำงานของสมอง ไปจนถึงการฟื้นฟูรักษาผู้ป่วยที่มีโรคทางสมอง เรื่องเหล่านี้แม้จะช่วยปฏิวัติวงการแพทย์ แต่หากขาดมาตรการจริยธรรม ข้อมูลสมองที่สะท้อนความคิด ความสามารถ และสภาพจิตใจ อาจถูกใช้เพื่อควบคุมความคิดคน ดังนั้น การเก็บข้อมูลโดยไม่ระบุตัวตน จำกัดการนำข้อมูลสมองเข้าสู่ระบบดิจิทัล พัฒนากฎหมายแบบมีอายุจำกัด (Sunsetting clauses) เปิดทางให้ปรับปรุงกฎหมายได้ตามเทคโนโลยี และใช้ระบบ Dynamic regulation ที่ยืดหยุ่น พร้อมปรับตัว จึงเป็นข้อเสนอแนะที่เราได้เรียนรู้จากเวทีนี้

รวมถึงปัญหา AI and Online Fraud ที่หลายประเทศรวมถึงไทยต่างต้องเผชิญอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือมิจฉาชีพที่ใช้ AI Deepfake สร้างเสียง ภาพปลอม หลอกลวงประชาชนจำนวนมากผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนขึ้น โดยอาชญากรรมออนไลน์ที่ใช้ AI มักดำเนินการจากต่างประเทศ ทำให้การเอาผิดหรือบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม AI ก็ได้กลายเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยภาครัฐตรวจจับพฤติกรรมการหลอกลวงในโลกออนไลน์ วิเคราะห์รูปแบบของการโทรจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือสแกนข่าวปลอมได้เร็วกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่า

ในกรณีของไทย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เปิดเผยว่า ไทยมีแนวทางรับมือมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตั้งทีมเฉพาะกิจ (task force) ตอบสนองภัยคุกคามออนไลน์อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น (agile) ใช้ระบบเทคโนโลยีแบ่งปันข้อมูลระหว่างธนาคารและหน่วยงานรัฐ เพื่อหยุดเส้นทางการเงินของคนร้าย ใช้ TLP (Traffic Light Protocol) กำกับสิทธิการเผยแพร่ข้อมูล เพื่อป้องกันข้อมูลสำคัญรั่วไหล พร้อมนำ AI ช่วยกรองข่าวปลอมได้วันละกว่า 3,000 สถานการณ์ ซึ่งกลายเป็นกรณีศึกษาที่หลายประเทศในอาเซียนอยากนำไปใช้ และเป็นบทพิสูจน์ต่อนานาประเทศว่า ไทยกำลังเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามอาชญากรรมและมิจฉาชีพออนไลน์อย่างเข้มข้น

ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจาก AI

อีกประเด็นที่ทั่วโลกจับตามากขึ้น คือ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมจาก AI แม้หลายคนอาจคิดว่า AI จะช่วยวิเคราะห์แนวโน้มโลกร้อนหรือจัดการป่าไม้ แต่บนเวทีนี้ชี้ว่า การฝึกโมเดล AI ขนาดใหญ่ต้องใช้พลังงานมหาศาล กลายเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนเงียบ ๆ ที่ขัดแย้งกับเป้าหมายสิ่งแวดล้อม โดยคาดการณ์ว่าในปี 2569 การใช้ไฟฟ้าจาก AI Data Center จะสูงถึง 1,000 เทระวัตต์ชั่วโมง เทียบเท่าความต้องการไฟฟ้าของญี่ปุ่นและเยอรมนีรวมกัน จึงเน้นย้ำว่า AI ต้องพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ หรือ Green AI ที่คำนึงถึงวงจรชีวิตของเทคโนโลยีตั้งแต่การใช้พลังงาน น้ำ แร่ธาตุ ไปจนถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขณะเดียวกัน ยังต้องเร่งสร้างกรอบกฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง เช่น การบัญญัติหน้าที่ด้านสิ่งแวดล้อมลงในกฎระเบียบ AI การกำกับโครงสร้างพื้นฐานผ่านกฎหมายพลังงาน และขยายมาตรฐาน ESG ให้ครอบคลุมเทคโนโลยี (ESGT) เพื่อให้ทุกภาคส่วนรับผิดชอบร่วมกัน

หลายประเทศยอมรับว่า แม้จะเริ่มลงทุนใน AI แต่ยังขาดความพร้อมในด้านกฎหมาย ระบบสนับสนุน หรือบุคลากรที่เข้าใจ AI จริง ๆ การใช้เครื่องมืออย่าง UNESCO RAM จึงถูกยกให้เป็นหนึ่งใน “เข็มทิศ” ของ GFEAI2025 ที่ต้องการผลักดันให้แต่ละประเทศประเมินตนเองว่าจุดแข็ง-จุดอ่อนของตนอยู่ตรงไหน เพื่อออกแบบนโยบาย AI ที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

GFEAI2025 จุดเริ่มต้นบทใหม่ของ AI โลก-ไทย

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเวที GFEAI2025 คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า โลกต้องเร่งกำหนดทิศทาง ก่อนที่ AI จะเป็นฝ่ายกำหนดอนาคต และไม่มีประเทศใดสามารถแก้โจทย์นี้ได้เพียงลำพัง เวทีนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือและความเข้าใจร่วมกันระดับโลก ว่าการพัฒนา AI เราต้องเดินหน้าไปด้วยกัน บนพื้นฐานจริยธรรมที่ทุกประเทศเห็นพ้อง

สำหรับประเทศไทย นี่ไม่ใช่แค่โอกาสในการแสดงความพร้อมด้านกฎหมาย โครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่เป็นก้าวสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทในฐานะ ศูนย์กลางด้านจริยธรรม AI แห่งภูมิภาค ผ่านศูนย์ AI Governance Practice Center (AIGPC) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้ร่วมสร้างมาตรฐานจริยธรรม AI ที่โปร่งใส เป็นธรรม และเคารพสิทธิมนุษยชน ที่จะเดินหน้าไปกับทุกประเทศ เพื่อให้ AI ถูกพัฒนาเพื่อมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

Huawei ขึ้นแท่นผู้นำโครงสร้างพื้นฐาน LAN 3 ปีซ้อน: ชู AI ยกระดับเครือข่ายยุคใหม่

Scroll to Top