MASTER BUS (มาสเตอร์บัส) รุกตลาดรถบัส EV ชูเทคโนโลยีชาร์จไว 15 นาที วิ่งได้ไกลกว่า 180 กม. พร้อมรุกใส่แพลตฟอร์ม AI ช่วยขับขี่ปลอดภัย พร้อม Fleet Management System เช็คได้ทุกอย่างผ่านแดชบอร์ด
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่โลกกำลังให้ความสำคัญในงาน Smart City Summit & Expo (SCSE) 2025 ที่จัดขึ้นที่ไต้หวันในช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา คือเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่ในวันนี้ประเทศไทยเองก็มีหลายแบรนด์เข้ามาทำตลาด
แต่หากเป็นรถบัส EV นั้นเราอาจจะยังไม่ได้เห็นการแข่งขันมากนัก ในประเทศไทยเองบริษัทที่เป็นที่รู้จักที่ผู้จัดจำหน่ายรถบัส EV เชิงพาณิชย์ ก็คือบริษัท NEX Point
ส่วนผู้ให้บริการรถเมล์ EV ในกรุงเทพฯ หลายๆ คนก็คงจะรู้จัก ไทย สมายล์ บัส หรือ TSB ที่ให้บริการรถเมล์ไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ อยู่ตอนนี้
กลับมาที่ไต้หวัน ทางบริษัทผู้พัฒนา MASTER BUS นอกจากวันนี้จะพัฒนาบริการเพื่อรองรับลูกค้าในประเทศแล้ว วันนี้เขายังเร่งหาพาร์ทเนอร์เพื่อจะขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ
จุดเด่นคือ ชาร์จไว เพียง 15 นาที
MASTER BUS เข้าใจ Pain Point หลักของผู้ประกอบการที่ให้บริการรถบัสไฟฟ้า ที่ต้องซื้อรถเกินความจำเป็น เพราะต้องเผื่อรถไว้เวลานำมาสับเปลี่ยนระหว่างรอชาร์จแบตเตอรี่
จึงเลือกจุดขายที่ดึงดูดผู้ประกอบการ ให้สามารถเดินรถได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องจอดพักนาน โดยใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ Lithium Titanium Oxide (LTO) ของโตชิบา มีจุดเด่นคือชาร์จแบตเตอรี่ได้ไวมาก สามารถชาร์จจาก 20-80% ภายใน 15 นาที ขณะที่รถบัสไฟฟ้าทั่วไปต้องจอดชาร์จแบตเตอรี่หลายชั่วโมง
และอีกหนึ่งจุดขายคือ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แบตเตอรี่จะไม่ติดไฟ ซึ่งสร้างความสบายใจให้กับผู้โดยสาร (ปราศจากอุบัติเหตุจากแบตเตอรี่)
แต่ส่วนที่เป็นจุดด้อยคือ แบตเตอรี่ที่ใส่มานั้นมีขนาดเพียง 218kWh เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นแล้วแบตเตอรี่อาจจะมีขนาดเล็กกว่า ทำให้วิ่งในระยะไกลสุดได้สั้นกว่า ซึ่งสเปคของรถบัสคันนี้วิ่งได้ไกลสุดที่ 180 กม. ขณะที่รถบัสในรุ่นอื่นๆ วิ่งได้ประมาณ 300 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง แต่ก็ชดเชยได้ด้วยการชาร์จที่ไวกว่า
รถบัส EV ต้องมาพร้อมเทคโนโลยี
แน่นอนว่า ไม่ใช่เพียงแค่การใส่แบตเตอรี่ที่ชาร์จไวเพียงอย่างเดียว แต่ทาง MASTER BUS ยังใส่เทคโนโลยีในตัวรถมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ AI อย่างพวก LIDAR, Vision Camera, Ultrasonic sensor หรือเทคโนโลยีที่ช่วยการขับขี่ปลอดภัยให้รถอยู่ในเลน (Lane Keeping) อย่าง ADAS (Advanced Driver-Assistance System)
อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่สำคัญ คือ Fleet Management System ที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบรถทุกคันได้ผ่านทางแพลตฟอร์ม “แบบเรียลไทม์” ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิของแบตเตอรี่ จำนวนแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ การทำงานของเซ็นเซอร์ต่างๆ ในรถบัส ว่าทำงานปกติหรือไม่ รถแต่ละคันอยู่ในจุดไหนบ้าง ใครเป็นคนขับรถ และรถคันนี้ถูกใช้งานมานานขนาดไหนแล้ว ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้บน Cloud
ขณะที่ด้านในตัวรถสามารถที่จะปรับแต่งได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนที่นั่ง ความสบายของเบาะ และยังสามารถออกแบบทางออกฉุกเฉินที่เป็นมาตรฐานในแต่ละประเทศได้
ทั้งนี้ ทาง MASTER BUS กำลังเล็งขยายธุรกิจออกไปนอกไต้หวันมากขึ้น ผ่านการร่วมมือกับบริษัทในต่างประเทศเพื่อส่งมอบองค์ความรู้ในการพัฒนารถบัส EV ต่อไปในอนาคต







