พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานที่ต้องนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ก้มมองหน้าจอสมาร์ทโฟนบ่อยครั้ง หรือยกของหนักผิดท่า กำลังกลายเป็นปัจจัยเร่งสำคัญที่ทำให้เกิดโรค “หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท” ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงโรคของผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่กลับพบได้บ่อยในกลุ่มคนอายุระหว่าง 20–50 ปี
โรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข เปิดเผยถึงโครงสร้างของหมอนรองกระดูกสันหลังว่า เปรียบเสมือนโช้กอัพรองรับแรงกระแทก ประกอบด้วยน้ำและคอลลาเจน ช่วยให้ร่างกายยืดหยุ่นและเคลื่อนไหวได้สะดวก แต่หากหมอนรองกระดูกเกิดการแตกหัก หรือปลิ้นออกจากตำแหน่งเดิมจนเข้าไปกดทับเส้นประสาทใกล้เคียง จะส่งผลให้การทำงานของเส้นประสาทผิดปกติ นำไปสู่อาการปวด ร้าว ลงขา ชา หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
สำหรับสัญญาณเตือนและอาการสำคัญที่ควรรีบพบแพทย์ ได้แก่:
- อาการปวดหลังร้าวลงขา: เป็นอาการเด่นที่สุด โดยจะมีอาการปวดตั้งแต่หลังส่วนล่าง ร้าวลงไปที่สะโพกและขาข้างใดข้างหนึ่ง
- อาการชา: รู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆ ทิ่ม หรือมีอาการชาหนาบริเวณขา น่อง หรือยาวไปจนถึงปลายเท้า
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง: สังเกตได้จากอาการขาไม่มีแรง ไม่สามารถกระดกข้อเท้าหรือนิ้วหัวแม่เท้าได้ เดินแล้วรองเท้าแตะหลุดบ่อย หรือมีอาการเข่าทรุด

ขณะที่พฤติกรรมสุ่มเสี่ยงและปัจจัยเร่งให้เกิดโรครวมถึง: น้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน, การใช้งานผิดท่า เช่น ก้มยกของหนัก, การนั่งทำงานท่าเดิมเป็นเวลานานซึ่งพบมากในวัยทำงานและมักเกิดปัญหาบริเวณช่วงเอว, การไอหรือจามแรงๆ ที่เพิ่มแรงดันฉับพลัน และการสูบบุหรี่จัด ซึ่งทำให้หมอนรองกระดูกเสื่อมก่อนวัย
ในการวินิจฉัย แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจใช้การตรวจด้วยเครื่องถ่ายภาพคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อระบุตำแหน่งและความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำ
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยกว่า 80% สามารถมีอาการดีขึ้นได้ภายใน 4–6 สัปดาห์โดยไม่ต้องผ่าตัด ผ่านการรักษาด้วยยาแก้ปวด ยาต้านการอักเสบ ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือการทำกายภาพบำบัด เช่น การดึงหลัง และการใช้ความร้อนลึก
ส่วนผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ปัจจุบันโรงพยาบาลกระดูกและข้อ ข้อดีมีสุข มีเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้อง (Endoscopic Discectomy) ซึ่งให้แผลขนาดเล็ก บอบช้ำน้อย ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วและกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ





