หากเอ่ยชื่อ “อายิโนะโมะโต๊ะ” ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือ “ผงชูรส” แบรนด์ที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน แต่วันนี้ อายิโนะโมะโต๊ะกำลังจะก้าวไปไกลกว่านั้น ด้วยการประกาศทิศทางใหม่สู่การเป็น “บริษัทเพื่อการกินดี มีสุข (Well-being Company)” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีเหตุผลและกลยุทธ์ที่น่าสนใจอยู่เบื้องหลัง
จากภาพจำที่แข็งแกร่ง สู่ความท้าทายในการเปลี่ยนแปลง
ที่ผ่านมา การที่อายิโนะโมะโต๊ะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำตลาดผงชูรส ถือเป็นทั้งข้อดีและข้อเสียในเวลาเดียวกัน ข้อดีคือการเป็นที่จดจำและมีภาพลักษณ์ชัดเจน แต่ข้อเสียคือภาพลักษณ์นั้นแข็งแกร่งเกินไป ทำให้การปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับตลาดที่เปลี่ยนไปนั้นเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ แม้อายิโนะโมะโต๊ะจะเติบโตจากรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่งสไตล์ญี่ปุ่น คือการนำผลผลิตทางการเกษตรมาผ่านกระบวนการวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์การอาหาร (Food Science) แต่ความเชี่ยวชาญนี้กลับไม่เคยถูกนำมาสื่อสารหรือขยายความมากนัก
จนถึงปัจจุบัน พอร์ตโฟลิโอของอายิโนะโมะโต๊ะไม่ได้มีเพียงผงชูรส แต่ได้ขยายสู่ตลาดอาหารที่หลากหลาย จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นอันดับ 6 ในตลาดอาหารเมืองไทย (จากอันดับ 8 ในปี 2565) ทำให้ คุณอิชิโระ ซะกะกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ต้องออกมาชูธงแนวคิดใหม่อย่างเป็นทางการ
“AminoScience” หัวใจหลักขับเคลื่อนสู่ Well-being Company
คุณอิชิโระประกาศชัดเจนว่า ต่อจากนี้ อายิโนะโมะโต๊ะจะใช้ “AminoScience” ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญหลักของบริษัท มาสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในการส่งเสริมโภชนาการและสุขภาพที่ดีของคนไทย โดยผลิตภัณฑ์ทั้งที่มีอยู่และที่จะเปิดตัวใหม่ จะอยู่ภายใต้แนวคิดนี้ทั้งหมด
ตัวอย่างการนำ AminoScience มาปรับใช้ เช่น:
- ผลิตภัณฑ์ “รสดี”: แป้งทอดกรอบจะถูกพัฒนาสูตรให้ลดการอมน้ำมันและลดโซเดียมลง แต่ยังคงรสชาติที่กลมกล่อม ส่วนซุปก้อนจะเพิ่มรสชาติใหม่ๆ ที่ทันสมัย เช่น รสหมาล่า รสพะโล้ รสลาบ ในราคาที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงง่ายขึ้น
- กลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ: ต่อยอดความสำเร็จจากสปอร์ตเจลและ aminoNITE™ (ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยให้หลับลึก) โดยจะเร่งนำ Food Science มาพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อบุกตลาดนี้อย่างเต็มที่
- อาหารมื้อด่วน (Quick Meal): แม้เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูง คุณอิชิโระเชื่อมั่นว่านวัตกรรมและงานวิจัยจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ถึงเวลาแล้วที่จะต้องนำมาต่อยอดผลิตในประเทศไทยเพื่อสร้างความแตกต่าง
ไฮไลต์เด็ด: ปฏิวัติน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวด้วย “แกนกะหล่ำปลี”
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลต์สำคัญคือ “น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวเข้มข้น รสดี” ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ตลาดร้านอาหารสตรีทฟู้ดที่มีอยู่ราว 7 แสน – 1 ล้านร้านทั่วไทย และเติบโตปีละ 4.7% โดย 80% ของร้านเหล่านี้เป็นลูกค้าของอายิโนะโมะโต๊ะอยู่แล้ว
ทีมวิจัยได้ค้นพบนวัตกรรมที่น่าทึ่งว่า “แกนกะหล่ำปลี” ซึ่งปกติมักถูกตัดทิ้ง สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำซุปที่ให้รสหวานตามธรรมชาติ มีความหอม และให้ความเข้มข้น (Body) ได้ดีเยี่ยมไม่ต่างจากการเคี่ยวกระดูกหมูเป็นเวลานาน สิ่งนี้จะช่วยลดเวลาการเตรียมน้ำซุปของร้านค้าจากเดิมที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงและเครื่องปรุงนับสิบชนิดลงได้อย่างมหาศาล ทั้งยังช่วยลดต้นทุนและสร้างเอกลักษณ์ให้แต่ละร้านได้อีกด้วย
ผนึกกำลัง Startup ต่อยอดนวัตกรรมไม่หยุดยั้ง
นอกจากแล็บวิจัยในไทยและญี่ปุ่นแล้ว อายิโนะโมะโต๊ะยังได้ร่วมมือกับ Startup ถึง 10 ราย เพื่อพัฒนานวัตกรรมในกลุ่มโภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition), โปรตีนทางเลือก (Alternative Protein) และเทคโนโลยีการหมักขั้นสูง ซึ่งจะทำให้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าในอนาคตพอร์ตสินค้ากลุ่มนี้อาจมีขนาดใหญ่กว่าผงชูรสก็เป็นได้
ยกเครื่ององค์กรสู่แบรนด์ที่ยั่งยืนและน่าร่วมงาน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการ “เปลี่ยนแบบยกกระบิ” ครอบคลุมตั้งแต่การสื่อสารกับคนรุ่นใหม่, การสร้างองค์กรที่ยั่งยืน (ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ), ไปจนถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทำงานด้วย
อีกเป้าหมายสำคัญคือการเข้าสู่วงการกีฬาอย่างลึกซึ้ง โดยจะเข้าไปจัดตั้ง “Victory Canteen” ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ทั้งหมดไปรังสรรค์เมนูอาหารตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาสำหรับนักกีฬาโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นโมเดลต้นแบบในการขับเคลื่อนการตลาดแนวใหม่ต่อไป
ความท้าทายข้างหน้า: สังคมผู้สูงอายุ
เมื่อถูกถามถึงความกังวลในปัจจุบัน คุณอิชิโระกลับมองว่า “การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย” คือความท้าทายที่สำคัญที่สุด ซึ่งบริษัทต้องเร่งคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมอาหารที่เหมาะสมกับสภาวะร่างกายและการย่อยอาหารของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
ปัจจุบัน อายิโนะโมะโต๊ะมียอดขายในไทย 32,663 ล้านบาท และยังคงครองส่วนแบ่งตลาดในผลิตภัณฑ์หลักอย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นผงชูรส (90%), รสดี (80%), กาแฟเบอร์ดี้ (50%)
Biztalk Inside : สมชาย งามวรรณกุล







