i-Tail Corporation (ITC) ประกาศทิศทางธุรกิจครั้งสำคัญ มุ่งเน้นการขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลยุทธ์ Back to Basics เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับความเร็วในการให้บริการ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง ซึ่งส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคและผู้ผลิตทั่วโลกเปลี่ยนไป โดยข้อมูลระบุว่าผู้บริโภคกว่า 47% หันมาให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการใช้จ่าย ขณะที่ผู้ผลิตถึง 80% เริ่มกันทรัพยากรไว้เพื่อเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังความสำเร็จนี้ว่า จากความท้าทายดังกล่าว i-Tail ได้พิสูจน์ความสำเร็จผ่านผลประกอบการในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โดยทำยอดขายรวมได้สูงถึง 5,174 ล้านบาท เติบโตเกือบ 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราเฉลี่ยของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงโลกซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3-4% ต่อปีเท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่าแนวทางการดำเนินงานของบริษัทมาถูกทาง พร้อมเดินหน้าปักธงสร้างการเติบโตในปีนี้ที่ 9-12% หรือคิดเป็น 3-4 เท่าของตลาดโลก ผ่านกลยุทธ์ 4 เสาหลัก ดังนี้
1. นวัตกรรมนำตลาด (Innovation)
i-Tail ตั้งเป้าหมายสร้างสัดส่วนยอดขายจากกลุ่มสินค้านวัตกรรมให้ได้ 15% ของยอดขายรวมทั้งหมด โดยมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Health and Wellness) ซึ่งเป็นเทรนด์ที่บริษัทลงทุนพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง 2-3 ปี รวมถึงการใช้ระบบนิเวศนวัตกรรมอย่าง i-Cattery มาช่วยทดสอบทั้งในแง่ของโภชนาการและความอร่อย
นอกจากนี้บริษัทยังเน้นหนักในกลุ่มสินค้าขนมทานเล่น (Treats) ซึ่งในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 21% ของทั้งหมด และเติบโตขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อน สินค้ากลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความผูกพัน (Bonding) ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง แต่ยังเป็นสินค้ากลุ่มที่ช่วยเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างนวัตกรรมเด่น เช่น การพัฒนาสารสกัดจากน้ำต้มกระดูกไก่ (Chicken Bone Broth Extract) ทั้งรูปแบบน้ำและผง ที่นอกจากจะช่วยให้อาหารมีกลิ่นหอมน่าทานแล้ว ยังมีคุณประโยชน์เชิงฟังก์ชันที่ช่วยลดอาการภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยงได้อีกด้วย

2. ซัพพลายเชนยืดหยุ่นและทรงประสิทธิภาพ (Supply Chain Resilience)
การบริหารจัดการระบบซัพพลายเชนและโรงงาน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขาย โดยในไตรมาส 1 i-Tail สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมที่ระดับ 24.3% ปัจจุบันโรงงานของบริษัทมีการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) และหุ่นยนต์เข้ามาช่วยสนับสนุนการผลิตแล้วราว 25% ซึ่งช่วยเพิ่มทั้งความเร็ว (Speed) ผลิตภาพ (Productivity) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ในการควบคุมต้นทุน
กระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพนี้ดำเนินงานภายใต้โปรแกรม “Tailwind” ซึ่งเป็นแผนงานปรับโฉมองค์กร (Transformation) ที่ทำต่อเนื่องมา 2 ปี โดยเน้นย้ำใน 2 ขาหลัก คือ ด้านการผลิต (Manufacturing) ที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพของโรงงาน จนสามารถสร้างผลประโยชน์และลดต้นทุนได้ราว 10-12 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และด้านการจัดซื้อ (Procurement) ที่ช่วยให้ได้วัตถุดิบในราคาและคุณภาพที่ดีขึ้น สามารถสร้างผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอีก 5-6 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี โดยตัวเลขดังกล่าวเป็นการบรรลุเป้าหมายเมื่อเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลปี 2023
3. ขยายตลาดสากลด้วยบริการที่เข้าถึงท้องถิ่น (Market)
เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดส่งออก i-Tail ได้สร้างเครือข่ายสำนักงานในต่างประเทศ (Local Presence) ทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน และสำนักงานพันธมิตรในญี่ปุ่น โดยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การขาย แต่ยังให้บริการเสริม (Value Added Service) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คู่ค้าที่ไม่สะดวกดำเนินการนำเข้าเอง เช่น บริการด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า และการกระจายสินค้าในท้องถิ่น รวมถึงการออกใบแจ้งหนี้ท้องถิ่นด้วยสกุลเงินยูโรในตลาดยุโรป ซึ่งช่วยทลายข้อจำกัดเรื่องเขตเวลา (Time Zone) ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว
กลยุทธ์การเข้าถึงท้องถิ่นส่งผลให้ยอดขายในไตรมาส 1 ของตลาดสหรัฐอเมริกาเติบโตถึง 22% ขณะที่ตลาดยุโรปเติบโตเกือบ 50% และตลาดเอเชียเติบโต 9.4% ซึ่งการมีทีมงานในพื้นที่ร่วมกับการสนับสนุนด้านนวัตกรรมจากโรงงาน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันตัวเลขดังกล่าว

4. ความยั่งยืนที่จับต้องได้และช่วยลดต้นทุน (Sustainability)
i-Tail ดำเนินงานด้านความยั่งยืนภายใต้การเป็นผู้นำของกลุ่มไทยยูเนียน ผ่านโปรแกรม SeaChange ซึ่งเป็นแนวทางที่ลงทุนและพัฒนามาตั้งแต่ปี 2016 ปัจจุบันวัตถุดิบทูน่าที่เข้าสู่ระบบโรงงานกว่า 99% สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทั้งหมด (Traceability) รวมถึงได้รับการรับรองตามมาตรฐาน MSC หรือเป็นไปตามแผนงานปรับปรุงการประมง (FIP)
ในส่วนของ i-Tail เอง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลงได้ถึง 22% เมื่อเทียบกับปีฐาน 2021 ซึ่งความสำเร็จในด้านสิ่งแวดล้อมนี้ เกิดจากการลดใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างจริงจัง ส่งผลเชิงบวกให้อัตราต้นทุนรวมของบริษัทลดลง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Back to Basics” ที่ย้อนกลับมาช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
–Koriko ทุ่ม 30 ล้าน ดึง ‘เก่ง-น้ำปิง’ นั่งพรีเซ็นเตอร์คู่แรก ส่งสาหร่ายแซนวิชเขย่าตลาดสแน็กพรีเมียม







