สรุปยุทธศาสตร์ i-Tail รับมือ ‘วิกฤตซัพพลายเชนโลก’ พร้อมปักธงโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

สรุปยุทธศาสตร์ i-Tail รับมือ ‘วิกฤตซัพพลายเชนโลก’ พร้อมปักธงโตสวนกระแสเศรษฐกิจ

i-Tail Corporation หรือ (ITC) กางแผนบริหารความเสี่ยงระดับโลก เผยกลยุทธ์ ‘Price Recovery’ ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้า หลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านจากวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน และราคาน้ำมันที่ฉุดต้นทุนบรรจุภัณฑ์พุ่งทะยานเป็นเลขสองหลัก พร้อมขับเคลื่อนแผนทรานส์ฟอร์เมชันและรุกดีล M&A ในตลาดจีนและสหรัฐฯ มุ่งสู่เป้าหมายยอดขาย 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030

วิกฤตการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของต้นทุนพลังงานกำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของภาคธุรกิจส่งออกทั่วโลก ล่าสุด บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ได้เปิดเผยแนวทางการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบใหม่ โดยชี้ให้เห็นถึงการปรับตัวของซัพพลายเชนและการบุกตลาดต่างประเทศเพื่อสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Supply Chain Resilience)

บริหารต้นทุนยุคสงครามยืดเยื้อ: เมื่อ “ต้นทุนบรรจุภัณฑ์” พุ่งแรงเป็นเลข 2 หลัก

ผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบต่อเนื่องทางอ้อมไปยังต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งทั่วโลก โดย i-Tail ระบุว่าสภาวะดังกล่าวเข้าข่ายเหตุสุดวิสัย ที่ส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบหลัก ทั้งกลุ่มโปรตีนอย่างเนื้อไก่ เนื้อปลา รวมถึงราคาน้ำมันและพลาสติกปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มบรรจุภัณฑ์ (Packaging Group) ที่มีต้นทุนพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ “ตัวเลขสองหลัก” ส่งผลให้บริษัทจำเป็นต้องประกาศใช้มาตรการ Price Recovery หรือการทยอยเจรจาปรับขึ้นราคาสินค้ากับคู่ค้าในต่างประเทศนอกรอบสัญญาปกติ ซึ่งมีทั้งรูปแบบการปรับราคาสินค้าโดยตรง และรูปแบบการคิดมูลค่าส่วนต่างแยกในแต่ละเดือน (Invoice) โดยเริ่มมีผลเชิงบวกเข้ามาในระบบตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงใช้กลยุทธ์ผสมผสาน เช่น การเจรจาลดสัดส่วนส่วนลด หรือการขอเพิ่มปริมาณคำสั่งซื้อเพื่อบรรเทาผลกระทบจาก Time-lag ของต้นทุน

รับมือความเสี่ยงด้านมาตรการทางการค้า และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน

นอกเหนือจากปัญหาราคาน้ำมันที่กระทบต่อซัพพลายเชนในภาพรวมแล้ว อีกหนึ่งประเด็นเศรษฐกิจโลกที่ธุรกิจส่งออกต้องจับตาคือ การพิจารณาใช้มาตรการ 301 (Section 301) ของสหรัฐอเมริกา กับสินค้ากลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงจากไทยในอัตรา 12.5%

ต่อประเด็นนี้ ทาง รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้บังคับใช้กับประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ครอบคลุมประเทศคู่แข่งอีกกว่า 50 ประเทศทั่วโลกในอัตราเดียวกัน ทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดยังคงอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกัน (Fair Game) ขณะเดียวกันในด้านความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate) ในฐานะธุรกิจที่พึ่งพาการส่งออกสูงถึง 99% บริษัทได้วางนโยบายป้องกันความเสี่ยงผ่านการทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Hedging) ในสัดส่วน 50-70% เพื่อปกป้องอัตรากำไรสุทธิ (Bottom Line) ของบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมาย

ยุทธศาสตร์ความยั่งยืน และระบบอัตโนมัติ: เกราะกำบังต้นทุนพลังงาน

ในส่วนของแนวโน้มราคาน้ำมันโลกที่ไม่ปรับลดลง ข้อมูลระบุว่าต้นทุนพลังงานทางตรง (Direct Impact) ของโรงงาน i-Tail อยู่ที่ประมาณ 1-2% เท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบทางอ้อมผ่านค่าขนส่งของซัพพลายเออร์

เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน บริษัทได้นำแผนทรานส์ฟอร์เมชันภายใต้โปรแกรม “Tailwind” ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมานานกว่า 2 ปีเข้ามาปรับใช้ โดยเน้นการติดตั้งระบบอัตโนมัติ (Automation) ในกระบวนการผลิต และการลดการใช้พลังงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) ซึ่งมาตรการเหล่านี้สามารถช่วยลดต้นทุนพลังงานลงได้ถึง 22% ทำให้บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันและนำต้นทุนที่ประหยัดได้ไปกระจายความเสี่ยงเพื่อรักษาฐานลูกค้าและขับเคลื่อนการเติบโตให้เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด

บุก M&A ตลาดจีน-สหรัฐฯ ปักธงเป้าหมายปี 2030

แม้เศรษฐกิจโลกจะมีความไม่แน่นอนสูง แต่ i-Tail ยังคงเดินหน้าแผนการเติบโตเชิงรุก (Aggressive Growth) โดยตั้งเป้ายอดขายแตะระดับ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2030 ซึ่งสัดส่วน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะมาจากการเติบโตภายใน (Organic Growth) และอีก 500 ล้านเหรียญสหรัฐ จะมาจากการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A)

ปัจจุบัน i-Tail อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนดีล M&A ครั้งแรกของบริษัทใน 2 ตลาดหลัก:

  1. ตลาดจีน: อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและเจรจาเชิงลึก (Working on it) ครอบคลุมธุรกิจอาหารเปียกและขนมสัตว์เลี้ยง คาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนภายในไตรมาสที่ 3 ของปี
  2. ตลาดสหรัฐอเมริกา: อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาพันธมิตรและศึกษาข้อมูล (ดูตัว) เพื่อหาธุรกิจในกลุ่มการผลิต (Manufacturing) หรือแบรนด์ (Brand) ที่จะมาช่วยเสริมพอร์ตโฟลิโอในเซกเมนต์ที่บริษัทยังไม่มีความเชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ ภาพรวมผลประกอบการในระยะสั้น บริษัทยังคงมั่นใจว่าการบริหารจัดการกระจายยอดขายและสินค้าใหม่ (New Product Launch) ในช่วงครึ่งปีหลัง จะช่วยรักษาเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้อยู่ในเกณฑ์ 23-25% ได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ITC กาง 4 กลยุทธ์ ดันนวัตกรรมและซัพพลายเชน ปั๊มยอดขายปี 69 โตเหนือตลาดโลก 3 เท่า

Scroll to Top