บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ITC เข้าซื้อกิจการ บริษัท เฟลป์ส อินดัสทรีส์ แอลแอลซี (Phelps Industries, LLC) หรือ Phelps ผู้ผลิตขนมสุนัขชั้นนำในสหรัฐอเมริกา ด้วยมูลค่าการลงทุน 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือหุ้นในสัดส่วน 100% เต็ม โดยมีเป้าหมายหลักในการเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ เพิ่มฐานการผลิตในท้องถิ่นสหรัฐฯ และสร้างโอกาสการเติบโตรองรับเป้าหมายรายได้รวม 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030
รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กลยุทธ์การควบรวมและเข้าซื้อกิจการ (M&A) ของบริษัท มุ่งเน้นการเสริมจุดแข็งในด้านที่บริษัทยังขาดความเชี่ยวชาญ ซึ่ง Phelps ตอบโจทย์นี้อย่างลงตัว โดย Phelps ดำเนินธุรกิจผลิตขนมสำหรับสุนัข (Dog Treats) 100% มายาวนานกว่า 50 ปี มีพนักงานราว 150 คน มียอดขายปีที่ผ่านมาประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรักษาอัตราการเติบโตระดับสองหลัก (Double-digit growth) ต่อเนื่องตลอด 2–3 ปีที่ผ่านมา พร้อมอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่แข็งแกร่งราว 16% และอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จุดเด่นสำคัญของ Phelps คือความเชี่ยวชาญด้านสินค้า Made in USA ทั้งประเภท Air-dried, Jerky และ Oven-baked ซึ่งสอดรับกับเทรนด์ตลาดโลกที่มุ่งสู่ Clean Label ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ และผ่านกระบวนการแปรรูปต่ำเพื่อคงคุณค่าสารอาหาร โดยข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่าตลาดขนมสัตว์เลี้ยงทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 4% ต่อปีในอีก 5–6 ปีข้างหน้า ซึ่งเติบโตเร็วกว่ากลุ่มอาหารสัตว์ทั่วไป การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จึงเข้ามาเติมเต็ม ITC ที่เดิมมีความเชี่ยวชาญหลักในกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียก (Wet Pet Food) และอาหารแมว ให้มีไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ครบวงจรทันที
นอกจากมิติด้านผลิตภัณฑ์แล้ว ดีลนี้ยังช่วยขยายฐานการผลิตของ ITC เพิ่มอีก 2 แห่งในรัฐอิลลินอยส์และรัฐวิสคอนซิน ซึ่งตั้งอยู่ห่างกันไม่เกิน 1 ชั่วโมง ทำให้บริษัทมีโรงงานผลิตโดยตรงในสหรัฐฯ เพิ่มเติมจาก 2 โรงงานเดิมในประเทศไทย ช่วยให้เข้าใกล้ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ได้รวดเร็วขึ้น
ขณะเดียวกัน โมเดลธุรกิจของ Phelps สอดคล้องกับ ITC โดยเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM / Co-manufacturing) 99% แบ่งเป็นกลุ่ม Private Label 58% และกลุ่มเจ้าของแบรนด์ 41% ซึ่งฐานลูกค้าทั้งสองบริษัทแทบไม่มีความซ้ำซ้อนกัน จึงเปิดทางสู่การขายสินค้าข้ามกลุ่ม (Cross-selling) ระหว่างฐานลูกค้าเดิมของทั้งสองฝ่ายได้ทันที
ด้านความคืบหน้าทางธุรกรรม รอย ชาน ระบุว่า ธุรกรรมหลักและการโอนเงินเสร็จสิ้นแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนเอกสารและรายละเอียดทางบัญชีขั้นสุดท้าย ซึ่งจะใช้เวลาอีกราว 2–3 เดือน ทั้งนี้ ITC จะเริ่มรับรู้รายได้และกำไรเข้าสู่งบการเงินตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนของไตรมาส 4 เป็นต้นไป โดยคาดว่าจะช่วยหนุนยอดขายในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นประมาณ 12–13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากยอดขายเฉลี่ยของ Phelps ที่เดือนละ 6–6.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2570 จะเน้นการเชื่อมโยงระบบการทำงานภายในและวัฒนธรรมองค์กรเป็นหลัก โดยคาดว่า Phelps จะสร้างรายได้เติบโตในระดับสองหลัก สู่ระดับประมาณ 77 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการผสานพลังทางธุรกิจ (Synergy) อย่างเต็มรูปแบบและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ซึ่งปกติต้องใช้เวลา 18–24 เดือน จะเริ่มสะท้อนผลลัพธ์ผ่านตัวเลขทางบัญชีที่ชัดเจนตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป ขณะที่ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) ของการลงทุนครั้งนี้ประเมินไว้ตามเกณฑ์มาตรฐานของดีลสากลที่ 10 ปีขึ้นไป
ในแง่ของความเสี่ยงด้านภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รอย ชาน ชี้แจงว่า สินค้าที่ผลิตจากโรงงานในสหรัฐฯ จะไม่ได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีนำเข้า อย่างไรก็ดี ปัจจัยภาษีเป็นเพียงเหตุผลรอง และต้นทุนการผลิตในสหรัฐฯ ต้องพิจารณาต้นทุนวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายการผลิตในท้องถิ่นประกอบด้วย โดยหัวใจหลักของการลงทุนยังคงเป็นความสำเร็จทางธุรกิจระยะยาว การสร้างฐานการผลิต และการเติมเต็มพอร์ตสินค้า
ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้ของ ITC มาจากภูมิภาคอเมริกาเหนือราว 60% ซึ่งดีล Phelps จะเพิ่มสัดส่วนตลาดสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น ขณะที่บริษัทยังคงกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดยุโรป (15%) และกลุ่มเอเชีย โอเชียเนีย ออสเตรเลีย (AOA) อีก 25%
โดย ITC ยังคงศึกษาโอกาสการทำ M&A ใหม่อย่างต่อเนื่องทั้งในธุรกิจรับจ้างผลิตและธุรกิจแบรนด์ รวมถึงตลาดในประเทศจีน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในปี 2030 ที่ตั้งเป้ารายได้จากการเติบโตตามปกติ (Organic Growth) ไว้ที่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป้ารายได้เสริมจาก M&A อีก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ







