ถอดรหัสกลยุทธ์ LOXLEY ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ เผยเคล็ดลับ “ปรับตัวไว-ยอมแลก-ไม่ยึดติด” พลิกเกมธุรกิจให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน

ถอดรหัสกลยุทธ์ LOXLEY ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ เผยเคล็ดลับ "ปรับตัวไว-ยอมแลก-ไม่ยึดติด" พลิกเกมธุรกิจให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน

ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและไทยที่เต็มไปด้วยความผันผวน ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY) บริษัทที่ยืนหยัดในวงการธุรกิจไทยมากว่า 80 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งในการปรับตัวและรับมือกับทุกวิกฤต คุณสุรช ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ได้แบ่งปันมุมมองและถอดบทเรียนกลยุทธ์ที่ทำให้องค์กรผ่านพ้นพายุเศรษฐกิจมาได้ทุกครั้ง ด้วยหัวใจสำคัญคือ “ปรับตัวไว ยอมแลก และไม่ยึดติด”

สุรช เริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 โดยชี้ว่าวิกฤตรอบนี้มีความซับซ้อนกว่า เพราะไม่ได้กระทบแค่ภาคการเงิน แต่ส่งผลกระทบในภาพรวมของทั้งประเทศ ตั้งแต่ภาคการส่งออกที่เผชิญกับปัญหาสงครามการค้าและค่าเงิน ไปจนถึงภาคการท่องเที่ยวและราคาสินค้าเกษตร

อย่างไรก็ดี ล็อกซเล่ย์มีความได้เปรียบจากโครงสร้างธุรกิจที่มีความหลากหลาย (Diversify) ซึ่งเป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในเวลาเดียวกัน แต่ในภาวะวิกฤต ความหลากหลายนี้ได้กลายเป็นเกราะป้องกันชั้นดี

“ธุรกิจของล็อกซเล่ย์มัน diversify พอใช้ได้ เรามีบางกลุ่มดี บางกลุ่มไม่ดี…ความหลากหลายของล็อกซเล่ย์เนี่ย ทำให้ธุรกิจมันสามารถอยู่แบบยั่งยืนได้” สุรช กล่าว

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่แม้ธุรกิจร้านอาหารจะซบเซา แต่ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคของล็อกซเล่ย์กลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะผู้คนยังคงต้อง “กินต้องใช้” และหันมาทำอาหารที่บ้านมากขึ้น สินค้าอย่างน้ำมันพืช “กุ๊ก” น้ำปลา “ตราชั่ง” และกะปิ ยังคงเป็นสินค้าจำเป็นที่สร้างรายได้ให้บริษัทอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในปรัชญาสำคัญที่ทำให้ล็อกซเล่ย์อยู่รอดมาได้คือความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต สุรช ย้ำว่า “ล็อกซเล่ย์มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปกับสถานภาพตลาด…อย่างรวดเร็ว” จากธุรกิจเครื่องพิมพ์ดีดที่เคยรุ่งเรือง ก็ปรับเปลี่ยนมาสู่ธุรกิจไอทีและซอฟต์แวร์ หรือจากธุรกิจเครื่องส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบอนาล็อก ก็ก้าวสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่ง

บทเรียนครั้งสำคัญที่สุดเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตปี 2540 ซึ่ง สุรช เล่าว่า “เราก็ต้องยอมแลก ในบางอย่าง…ตอนปี 40 ล็อกซเล่ย์เองก็มีเงินกู้ต่างประเทศอยู่ค่อนข้างเยอะ ก็เป็นบทเรียนอันหนึ่งที่เราก็เสียหุ้นให้กับต่างชาติไปส่วนหนึ่ง เพื่อปรับโครงสร้างหนี้…เพื่อให้บริษัทมันอยู่รอดได้ ไม่ได้ยึดติดว่าโอ้ ฉันจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่”

สำหรับทิศทางในอนาคต ล็อกซเล่ย์ตั้งเป้าปรับพอร์ตธุรกิจเพื่อลดการพึ่งพางานประมูลภาครัฐ จากเดิมที่เคยสูงถึง 70-80% ให้เหลือประมาณ 50% และหันมามุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจบริการ (Service) และธุรกิจที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialize) มากขึ้น เช่น ธุรกิจรักษาความปลอดภัยสำหรับอุตสาหกรรมการบิน (Aviation Security) หรือซอฟต์แวร์สำหรับสถาบันการเงิน

วิสัยทัศน์ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า คือการผลักดันให้ล็อกซเล่ย์ก้าวสู่การเป็น Operating Holding Company อย่างเต็มรูปแบบ โดยให้บริษัทลูกเติบโตอย่างแข็งแกร่งและสามารถกลับมาเลี้ยงดูบริษัทแม่ได้ในที่สุด ซึ่งเป็นนโยบายที่เรียกว่า “ลูกเลี้ยงแม่”

เมื่อถูกถามถึงคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการในยุคนี้ สุรช ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “ต้องพร้อมที่จะรับ impact ยอมรับกับตัวมันนะ แล้วก็ปรับตัวเข้าให้ได้…ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนได้ตลอดเวลา อย่ายึดติด” พร้อมย้ำว่าการทำธุรกิจต้องมีใจรักและความหลงใหล (Passion) เพราะไม่ใช่การทำงานแค่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่คือการคิดและพร้อมปรับเปลี่ยนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อนำพาธุรกิจให้รอดพ้นจากความท้าทายและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

เจาะลึกตลาดกาแฟไทย 6 หมื่นล้าน! เปิดกลยุทธ์ทำร้านอย่างไรให้อยู่รอดและยั่งยืน

Scroll to Top