บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO Group โชว์ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตอย่างโดดเด่นสวนกระแสอุตสาหกรรมร้านอาหาร โดยทำรายได้รวมได้ถึง 560.9 ล้านบาท เติบโตขึ้น 35.2% และมีกำไรสุทธิ 34.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนศักยภาพการบริหารงานที่แข็งแกร่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ MAGURO เติบโตอย่างก้าวกระโดด มาจากการขยายสาขาและการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ประกอบกับความแข็งแกร่งของระบบ CRM อย่าง “Give More+ Club” ที่สร้างรายได้หลักคิดเป็น 58% ของรายได้รวม นอกจากนี้ บริษัทยังปรับกลยุทธ์การตลาดสู่แนวคิด “Everyday Dining” เน้นเมนูที่เข้าถึงง่ายในราคาจับต้องได้ เริ่มต้นเพียง 169 – 190 บาท เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนเมือง วัยทำงาน และ Gen Z (Trendy Mass) ที่มีพฤติกรรมรัดเข็มขัดมากขึ้นในปัจจุบัน
ในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา MAGURO ได้เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอด้วยการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ ได้แก่ “IPPE KOPPE” ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับชื่อดัง ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และ “Chopman” ร้านข้าวมันไก่ในรูปแบบเดลิเวอรี พร้อมทั้งเดินหน้าขยายสาขาแบรนด์ “BINCHO” แห่งที่ 2 ที่ One Bangkok
สำหรับทิศทางธุรกิจในอนาคต MAGURO มั่นใจว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมทั้งปี 2569 ให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ตามเป้าหมาย โดยเตรียมรุกขยายสาขาเพิ่มอีกอย่างน้อย 15 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ภายในสิ้นปีนี้ พร้อมไฮไลต์สำคัญในไตรมาส 3 กับการเปิดตัว “Kaiten Sushi Ginza Onodera” ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียมสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นแฟล็กชิปสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายสาขาเดิม (SSSG) และดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบัน MAGURO Group บริหารร้านอาหารในเครือรวมกว่า 54 ร้านจาก 9 แบรนด์ยอดนิยม ได้แก่ MAGURO, HITORI SHABU, SSAMTHING TOGETHER, Tonkatsu AOKI, KIWAMIYA, CouCou, BINCHO, IPPE KOPPE และ Chopman







